โอ้กะจู๋ (Ohkajhu) หรือ OKJ ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 13 ปี (Big Revamp) นับตั้งแต่ก่อตั้งสาขาแรกที่เชียงใหม่เมื่อปี 2556 ภายใต้แนวคิด “Same Roots New Moves” โดยปรับเปลี่ยนเมนู ไซซ์จานอาหาร โครงสร้างราคา และระบบสมาชิกพร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า ความคล่องตัว และรองรับมื้ออาหารเดี่ยวไปจนถึงกลุ่มครอบครัว
ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ปลูกผักเพราะรักแม่ ชี้แจงว่า ตลาดร้านอาหารไทยมีมูลค่าทะลุ 5.72 แสนล้านบาทในปี 2568 เติบโต 4.8% ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพที่กลายเป็นวิถีชีวิตประจำวัน การขยับตัวครั้งนี้พัฒนามาจากเสียงสะท้อนของลูกค้า (Voice of Customer) โดยตรง เพื่อเปลี่ยนจุดจำจากร้านสลัดจานใหญ่สำหรับแบ่งกันกิน ให้กลายเป็นมื้ออาหารสุขภาพที่เข้าถึงง่ายในชีวิตประจำวัน ผ่านการทรานส์ฟอร์ม 4 ด้านสำคัญ
กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนครอบคลุมการเพิ่มเมนูขนาดเล็กลง (Smaller Portion) ปรับราคาให้ยืดหยุ่นขึ้น พร้อมให้ลูกค้าเลือก Side Dish และ Add-on ได้ตามชอบ ยกระดับเมนูสเต๊กและบรรยากาศในร้าน ปรับโมเดลราคาเป็นแบบ All-Inclusive รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและยกเลิกค่าบริการ (No Service Charge) เพื่อให้ราคาที่เห็นคือราคาจ่ายจริง ควบคู่กับกระบวนการเสิร์ฟที่รวดเร็วขึ้น โดยทั้งหมดยังคงจุดแข็งเดิมคือระบบฟาร์มออร์แกนิกต้นน้ำถึงปลายน้ำ (Vertical Integration) จากเชียงใหม่สู่โต๊ะอาหาร (Farm-to-Table) ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
นอกจากการปรับหน้าร้าน OKJ Group ยังเปิดตัวระบบ “OKJ TOGETHER” รวมฐานสมาชิกระดับเครือภายใต้แนวคิด “1 เบอร์ = 1 Member” เชื่อมต่อ 5 แบรนด์ ได้แก่ โอ้กะจู๋, โอ้ จู๊ซ (Oh! Juice), โจ วิงส์ (JOE WINGS), โอ้กะจู๋ แรปแอนด์โรล (Ohkajhu Wrap & Roll) และ กริลล์ แอนด์ กราวด์ (Grill & Ground) ครอบคลุมกว่า 85 สาขาทั่วประเทศ และเตรียมขยายเกิน 90 สาขาภายในสิ้นปี 2569
สำหรับฐานสมาชิกเดิมกว่า 452,000 ราย บริษัทได้ปรับเกณฑ์การสะสมแต้มให้ไวขึ้นถึง 6 เท่า โดยกำหนดอัตราการใช้จ่ายทุก 80 บาท รับ 1 คะแนน และ 1 ดาว จากเดิมที่ต้องใช้จ่าย 500 บาทต่อ 1 คะแนน เพื่อเร่งอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำ (Repeat Rate) และเพิ่มมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (Customer Lifetime Value) ในระยะยาว
–The 1 ร่วมเวที World Retail Lab Asia 2026 แลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางค้าปลีกเอเชียสู่ปี 2030





