เวทีเสวนาสาธารณะ “ปลดล็อกทางตันหนี้รายย่อย” โดยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ส่งสัญญาณแรงถึงรัฐบาลชุดใหม่ ให้เร่งสานต่อ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูหนี้สินโดยสมัครใจ) ภายในกรอบเวลา 60 วัน เพื่อตัดวงจรหนี้ครัวเรือนและเปิดโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อยกลับมามีชีวิตใหม่ได้จริง
ทำไมต้อง 60 วัน? เดิมพันครั้งใหญ่ของลูกหนี้ล้านคน
กฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วทั้ง 3 วาระ และอยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภาก่อนมีการยุยุบสภา หากรัฐบาลใหม่ไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาต่อภายใน 60 วันนับจากเปิดสภา กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งหมายถึงการปล่อยให้ลูกหนี้รายย่อยหลายล้านคนต้องจมอยู่กับกองหนี้และดอกเบี้ยที่ไม่เคยหยุดเดิน
ไฮไลต์กฎหมายใหม่: “ฟื้นฟูง่าย-ไม่ต้องออกจากงาน”
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ในฐานะรองประธาน กมธ. วิสามัญฯ ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้การแก้หนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้:
- ยื่นฟื้นฟูได้ทันที: ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้ก่อนแล้วค่อยจัดทำแผนภายหลัง ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว
- เกณฑ์อนุมัติง่ายขึ้น: ปรับลดเสียงเห็นชอบจากเจ้าหนี้เหลือเพียง “มากกว่ากึ่งหนึ่ง” (จากเดิมต้องได้ 2 ใน 3) เพื่อให้แผนการชำระหนี้ผ่านการอนุมัติจากศาลได้ไวขึ้น
- คุ้มครองอาชีพข้าราชการ: ข้าราชการที่ถูกฟ้องล้มละลายจะไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ หากเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและศาลอนุมัติแผน
- ลดภาระผู้ค้ำประกัน: เปิดช่องให้ผู้ค้ำประกันเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกับลูกหนี้ได้ เพื่อป้องกันการถูกฟ้องล้มละลายพ่วงกัน
สร้างวัฒนธรรม ‘Fresh Start’ ลบมลทินการเป็นหนี้
สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าคณะวิจัย Fair Finance Thailand ระบุว่ากฎหมายนี้คือการสร้างวัฒนธรรม “Fresh Start” หรือการให้โอกาสเริ่มต้นใหม่ เพื่อทลายค่านิยมเดิมที่มองการล้มละลายเป็น “มลทิน” (Stigma) นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) เพราะตัวลูกหนี้ต้องเป็นผู้ลงมือทำแผนฟื้นฟูด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการสร้างวินัยทางการเงินอย่างยั่งยืน
ขณะที่ นฤมล เมฆบริสุทธิ์ จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สะท้อนภาพวิกฤตว่าปัจจุบันปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลพุ่งสูงเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งหากไม่มีกลไกกฎหมายรองรับ ลูกหนี้จะถูกบีบให้เข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบที่รุนแรงกว่าเดิม
ข้อควรระวังและมุมมองจากฝั่งสถาบันการเงิน
พสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ให้ความเห็นว่าแม้แนวคิดการให้โอกาสลูกหนี้จะเป็นเรื่องดี แต่มี 3 ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ:
- ภาระผู้ค้ำประกัน: หากความรับผิดลดลงตามลูกหนี้ อาจทำให้ “ผู้ค้ำประกัน” หมดความหมายในฐานะหลักประกัน
- ระยะเวลาชำระหนี้: ข้อกำหนดที่อาจเปิดช่องให้ผ่อนชำระนานกว่า 30 ปี อาจกลายเป็นต้นทุนระบบเครดิตที่สูงขึ้น
- ความถี่ในการขอฟื้นฟู: การอนุญาตให้กลับมาขอฟื้นฟูใหม่ได้ภายใน 6 เดือน อาจส่งผลให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ยากขึ้นและดอกเบี้ยสูงขึ้น
บทสรุป: รางวัลที่ไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ประธาน กมธ. วิสามัญฯ ย้ำทิ้งท้ายว่ากฎหมายฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ไปกว่า 95% แล้ว หากรัฐบาลยืนยันสานต่อ จะถือเป็น “ของขวัญ” ชิ้นใหญ่สำหรับประชาชนที่ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน โดยที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว
–ETDA ปูพรม 4 ภาค ลุย ‘SMEs GROWTH 2026’ ปี 3 ติวเข้มใช้ AI พลิกธุรกิจเปลี่ยน ‘ภาระ’ เป็น ‘กำไร’







