สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เตรียมแผนขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศไทย (Digital Transformation) เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญ 4 ด้าน และปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท
ผลสำรวจชี้! ไทยเสี่ยงสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 1.8 ล้านล้านบาท หากไม่ปรับตัว
จากผลสำรวจที่ depa จัดทำร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ทุก 4 ปี พบว่า หากประเทศไทยไม่มีการปรับตัวและไม่ดำเนินการใด ๆ ในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ประเทศไทยจะสูญเสียเม็ดเงินทางเศรษฐกิจไปถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศที่ยังเติบโตในอัตราแบบเชิงเส้น (Linear) ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการเติบโตในอัตราแบบก้าวกระโดด (Exponential)
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังเผยให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2564 ภาคอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมด (78%) ยังคงอยู่ในระดับ Manual Operation (ใช้แรงงานคนและเครื่องจักรแบบเก่า) และแม้จะมีการพัฒนาขึ้นในปีล่าสุด แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับ Industry 2.0 (Solution-based ที่ยังไม่บูรณาการ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของประเทศ แต่กลับมีการเปลี่ยนผ่านสู่ 2.0 เพียงประมาณ 50% เท่านั้น สะท้อนว่าอุตสาหกรรมสำคัญยังขาดการบูรณาการระบบ, ขาดความเป็นระบบ (Systematic) และขาดการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI).
4 กำแพงขวางกั้น SMEs และเกษตรกร เข้าถึงดิจิทัล
ปัญหาการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังคงเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs กว่า 3.2 ล้านราย และ ภาคการเกษตร 8 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นฐานรากเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันหลายรายยังคงใช้ระบบกระดาษและการตัดสินใจที่อิงตามความรู้สึก (Gut Feeling) แทนข้อมูล (Data) ทำให้เกิดความสูญเสีย (Loss) สูงมาก
การเปลี่ยนผ่านนี้มี 4 กำแพงสำคัญ ที่ขวางกั้นผู้ประกอบการ ได้แก่:
- Trust (ความเชื่อมั่น): ขาดความมั่นใจในความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) รวมถึงคุณภาพของบริการหลังการขาย.
- Solution (การค้นหาทางออก): ไม่แน่ใจว่าจะค้นหาโซลูชันดิจิทัลที่ “เหมาะสมกับงาน” (Right for the job) ได้จากที่ใด.
- Cost (งบประมาณ): ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้น (Initial Investment) สูงเกินไป และความกังวลเรื่องราคาที่เหมาะสม (Norm).
- Skill (ทักษะบุคลากร): บุคลากรขาดทักษะในการใช้ระบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ.
depa-True ร่วมทลายกำแพงด้วย “บัญชีบริการดิจิทัล” และ “dSURE Standard”
depa และ True Digital Group ได้ร่วมกันพัฒนาแนวทางเพื่อทลายกำแพงทั้ง 4 ดังนี้:
1. สร้าง Trust และ Solution ด้วย “dSURE Standard” และ “TechHunt”
- dSURE Standard: เป็นมาตรฐานสำหรับบริษัทผู้ให้บริการดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียนกับ depa ภายใต้ “บัญชีบริการดิจิทัล” ซึ่งรับรอง 3 ด้านหลัก ได้แก่:
- Safety: ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (เช่น ไม่ระเบิด).
- Functionality: การทำงานได้จริงตามที่โฆษณา.
- Cybersecurity: การจัดเก็บข้อมูลที่มั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะการรับรองว่า Cloud หรือข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในประเทศ.
- TechHunt: พัฒนา Web App “TechHunt” ซึ่งทำหน้าที่คล้าย e-marketplace (Shopee/Lazada) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหาโซลูชันที่ได้มาตรฐาน dSURE ที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย.
2. ลด Cost ด้วย “เงินทุน” และ “มาตรการภาษี”
- เงินทุนสนับสนุน: ภาครัฐมีทุนสนับสนุน (Initial Investment) สำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด (รายย่อย, SME, Large Corp, เกษตรกร).
- รายเล็ก/ตลาดสด: มีการให้ทดลองใช้แอปฟรีที่มีมาตรฐาน.
- SME: สนับสนุนเงินทุนสูงสุด 200,000 บาท (ออกให้ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการ Implement ระบบ ERP หรืออื่น ๆ).
- โครงการ AI Transformation: ปีนี้มีทุนรวม 15,600 ทุน (รายย่อย/เกษตรกร 15,000 ทุน, SME 600 ทุน วงเงินสูงสุด 200,000 บาท).
- มาตรการภาษี:
- Tax Exempt 200%: ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อเทคโนโลยีดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียน บัญชีบริการดิจิทัล ไป ลดหย่อนภาษีได้ 200% (ช่วยให้เปลี่ยนเงินจ่ายภาษีมาลงทุนเทคโนโลยี).
- สิทธิประโยชน์ BOI สำหรับรายใหญ่: depa เจรจากับ BOI เพื่อให้บริษัทที่นำเทคโนโลยีในบัญชีบริการดิจิทัลไปติดตั้งใช้งานกับองค์กรขนาดใหญ่ (Large Enterprise) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax Exempt) ซึ่งกรณีศึกษาของ บางจาก ได้ลดหย่อนไปกว่า 400 ล้านบาท.
3. พัฒนา Skill ด้วย “Digital Skill Roadmap”
- Digital Skill Roadmap: ร่วมกับพันธมิตร (คาดว่ารวมถึง True Academy) ในการ Certify หลักสูตร ฝึกอบรมทักษะดิจิทัล (Digital Skill).
- สิทธิประโยชน์: ผู้ประกอบการที่ส่งพนักงานเข้ารับการอบรมหลักสูตรที่ได้รับการรับรอง จะได้รับ Tax Exempt 250% หรือหากจ้างคนที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าว ภาครัฐจะช่วยสนับสนุนค่าจ้างบางส่วนเป็นระยะเวลา 1 ปีครึ่ง (เช่น ช่วยออก 50% ของค่าจ้าง).
นอกจากนี้ การขึ้นทะเบียน บัญชีบริการดิจิทัล ยังช่วยให้ผู้ประกอบการด้านดิจิทัลเข้าถึงภาครัฐได้ง่ายขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนจะถือว่าผ่านการพิจารณาจากกรมบัญชีกลางแล้ว ทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเลือกใช้ได้โดย ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการ Bidding (เช่น การเลือกใช้ระบบ Queuing ของกรมอุทยาน หรือ Smart Classroom)
–ประกันสังคมทุ่ม 850 ล้านบาท พลิกโฉม “SSOCore” สู่ Web Application รับผู้ประกันตน 20 ล้านคน







