การเลิกจ้างครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Meta และ Microsoft ประกาศแผนลดพนักงานรวมกว่า 20,000 ตำแหน่ง สะท้อนภาพความกังวลว่า “วิกฤตแรงงานจาก AI” อาจไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
เมื่อ AI เข้ามาแทนที่: จากการจ้างงานเกินตัวสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ
สาเหตุหลักของการเลิกจ้างครั้งนี้เกิดจากการที่บริษัทเทคโนโลยีต้องเร่งปรับสมดุลใหม่ หลังจากช่วงโรคระบาดที่มีการจ้างงานเกินความจำเป็น (Overhiring) ประกอบกับการหันมาใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
ข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่า เพียงช่วงต้นปี 2026 มีแรงงานสายเทคโนโลยีถูกเลิกจ้างไปแล้วกว่า 92,000 ราย ส่งผลให้ยอดรวมการตกงานในอุตสาหกรรมนี้พุ่งสูงเกือบ 900,000 รายนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่ไม่ใช่แค่การปรับฐานการตลาดชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานแบบถาวร
เจาะลึกแผนการปรับลดพนักงานรายบริษัท
- Meta: ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 10% หรือประมาณ 8,000 ตำแหน่ง โดยจะเริ่มในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ พร้อมระงับแผนการจ้างงานใหม่อีก 6,000 ตำแหน่ง เพื่อนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI
- Microsoft: ยืนยันแผนการยื่นข้อเสนอให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ (Voluntary Buyouts) ซึ่งครอบคลุมพนักงานในสหรัฐฯ ประมาณ 7% หรือคิดเป็นจำนวนราว 8,750 ตำแหน่ง
- Nike: แม้ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีโดยตรง แต่ได้ประกาศปลดพนักงาน 1,400 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่แผนกไอที
- Oracle & Snap: ต่างประกาศลดพนักงานหลักพันตำแหน่ง โดยอ้างถึงความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณด้าน AI และการปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กร
ยุคสมัยของ “Unicorn 50 คน” กับความย้อนแย้งของความเชื่อมั่น
ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่กำลังลดคน สตาร์ทอัพยุคใหม่กลับแสดงให้เห็นว่า AI ช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างรายได้มหาศาลด้วยพนักงานเพียงหยิบมือ นักลงทุนมองว่าในอนาคตเราอาจเห็นบริษัทระดับหมื่นล้าน (Unicorn) ที่มีพนักงานเพียง 50-100 คน ซึ่งต่างจากเดิมที่ต้องใช้คนมากกว่า 250 คนขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้กลับสวนทางกับความเชื่อมั่นของคนทำงาน ข้อมูลจาก Glassdoor ชี้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของพนักงานสายเทคโนโลยีลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากพนักงานรู้สึก “ติดกับ” และไม่กล้าย้ายงานในสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้บริษัทต่างๆ เริ่มใช้มาตรการบีบให้พนักงานออกผ่านเกณฑ์การประเมินผลงานที่เข้มงวดขึ้น
แม้กลุ่ม Techno-optimists จะมองว่า AI จะสร้างอาชีพใหม่ๆ เหมือนกับที่สมาร์ทโฟนสร้างอาชีพนักพัฒนาแอปฯ แต่ในปัจจุบัน ช่องว่างระหว่าง “การสูญเสียงานเดิม” กับ “การเกิดขึ้นของงานใหม่” ยังคงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเพียงสายงานเฉพาะทางอย่าง AI Engineer เท่านั้นที่ยังคงเป็นที่ต้องการสูงและได้รับค่าตอบแทนที่มั่นคง
ที่มา cnbc






