ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เสนอแนะแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลเฉพาะกิจภายใต้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ซึ่งมีกรอบเวลาทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนก่อนยุบสภา โดยชี้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมุ่งเน้นนโยบายที่เห็นผลเร็ว (Quick Win Policy) เพื่อประคองเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นอันดับแรก และชะลอโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาศึกษาระยะยาวออกไปก่อน
ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ ‘โหมดเอาตัวรอด’
ดร.ธนิต วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวโดยตรง ขณะที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนแออย่างหนัก สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาขยายตัวเพียง 0% ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย ภาวะดังกล่าวทำให้ภาคเอกชนเข้าสู่ “โหมดเอาตัวรอด” (Survival Mode) ที่เป้าหมายสำคัญคือการประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นปีนี้ไปให้ได้
“สำหรับภาคเอกชน ตัวเลข GDP จะโตต่ำหรือสูงกว่าร้อยละ 2.0 ไม่สนใจแล้ว แค่เอาตัวรอดไปปีหน้าก็เหนื่อยแล้ว” ดร.ธนิตกล่าว
เปิด 4 โจทย์เร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข
ในบทความได้ระบุ 4 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลเฉพาะกิจควรดำเนินการทันที ได้แก่:
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน: เสนอให้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบโดยตรงผ่านโครงการ “คนละครึ่ง นิวเวอร์ชั่น” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานราก และโครงการ “Easy E-Receipt” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง
- แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน: สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกว่าความขัดแย้งจำกัดอยู่แค่พื้นที่ชายแดน ไม่กระทบเมืองท่องเที่ยวหลัก พร้อมดำเนินนโยบายเจรจาพรมแดนที่รัดกุมและไม่เสียอธิปไตย
- เตรียมทีมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ: จัดตั้งทีมเจรจาที่มีประสิทธิภาพเพื่อรับมือประเด็นภาษีนำเข้า (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในอนาคต
- สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน: รักษาโมเมนตัมการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ โดยออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่นที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้นักลงทุนเกิดความลังเลในช่วงสุญญากาศทางการเมือง
แนะ “พัก” โครงการแลนด์บริดจ์ไว้ก่อน
ดร.ธนิต ย้ำว่า ด้วยเวลาที่จำกัดของรัฐบาลชุดนี้ โครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและมีประเด็นที่ต้องศึกษาอย่างรอบด้าน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ชุมพร-ระนอง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และควรถูกชะลอไว้เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งได้พิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง
“โครงการต้อง ‘Quick Win’ ประเภทโครงการใหญ่เห็นผลระยะยาว ไว้เลือกตั้งใหม่หากได้เป็นรัฐบาลค่อยกลับมาทำ… เวลาสั้นๆ เก็บไว้ก่อนดีกว่าไหมครับ” ดร.ธนิตทิ้งท้าย







