ดร.พัชราภรณ์ วงษา ผู้อำนวยการโปรแกรมบริหารโภชนเภสัชภัณฑ์และเวชสำอาง และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและการลงทุน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS เปิดเผยในงาน Business Forum 2025 หัวข้อ “The Future of AI-Enabled Health” ว่า TCELS มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสุขภาพ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมได้ และผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ พร้อมตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1,200 ล้านบาทในปี 2568
ภารกิจหลักสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์
TCELS ดำเนินงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีภารกิจหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการเข้าถึงนวัตกรรมของประชาชน โดยมีแนวคิดหลัก “Make Every Life Better”
การขับเคลื่อนของ TCELS มุ่งเน้น 2 จุดสำคัญที่ยากที่สุดในการพัฒนานวัตกรรม หรือที่เรียกว่า “Valley of Death” และ “Darwinian Sea” เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน, ขึ้นทะเบียน อย. ได้ และธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน กลไกที่ใช้ประกอบด้วยการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน รวมถึงการบ่มเพาะผู้ประกอบการผ่านเวทีต่างๆ เช่น Business Forum และการเชื่อมโยงสู่ภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ
ภารกิจของ TCELS แบ่งเป็น A B C ได้แก่
- Accelerating Innovation: เร่งรัดการยกระดับนวัตกรรมสู่ตลาด
- Building Ecosystem: สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมและธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
- Connecting Partners: เชื่อมโยงพันธมิตรจากทุกภาคส่วน
5 ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพที่ TCELS มุ่งเน้น
TCELS ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ 5 ด้านหลัก ได้แก่
- เครื่องมือแพทย์: มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงพยาบาล
- ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (Natural Product): เน้นสมุนไพร โดยเฉพาะเวชสำอางและยาพัฒนาจากสมุนไพร
- ชีววัตถุและการแพทย์ขั้นสูง (Deep Tech / Advanced Medical Therapy – ATMP): เช่น ยาชีววัตถุ และ CAR T-Cell
- การแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำ (Genomic and Precision Medicine): การตรวจยีนเพื่อป้องกันโรค เช่น การตรวจมะเร็งที่เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว
- AI Medical Health: เป็นน้องใหม่ที่ TCELS เร่งผลักดันมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
การสนับสนุนทุนและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
TCELS เป็นหน่วยงานหนึ่งที่บริหารจัดการทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กววน.) โดยสนับสนุนทุนในช่วงปลายน้ำ หรือ TRL 7 ขึ้นไป ให้กับนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ตลาดและประชาชน งบประมาณรวมต่อปีอยู่ที่กว่า 300 ล้านบาท โดยไม่มีเพดานสูงสุดในการให้ทุนต่อโครงการ โดยโครงการที่ได้รับการสนับสนุนอาจได้รับทุนเกิน 10 ล้านบาท และเป็นทุนให้เปล่า เนื่องจาก TCELS ไม่สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 2 ปีแรก ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม (TRIUP)
ที่ผ่านมา TCELS ได้ผลักดันผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์เข้าสู่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แล้ว 6 ชิ้น ได้แก่ รากฟันเทียม, ถุงทวารเทียม, เท้าเทียมไดนามิก, น้ำตาเทียม และวัคซีนไอโกรน นอกจากนี้ยังสนับสนุนการพัฒนาเวชสำอางและยาจากสมุนไพร โดยร่วมมือกับ Cosmetic Valley และ Global Cosmetic Cluster เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก รวมถึงแชมพูจากสารสกัดกระชายดำและยาจากขิงที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
สำหรับการสนับสนุนเวชสำอาง ผู้ประกอบการสามารถขอทุนจาก TCELS เพื่อทำวิจัยทางคลินิกหรือวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรองมาตรฐานเพื่อเตรียมขึ้นทะเบียน หรือเข้าร่วมโครงการ CIB Cosmetic Innovation and Business Link เพื่อขยายตลาด โดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งมีการคัดเลือกผู้ประกอบการและบ่มเพาะให้มีความรู้ด้านมาตรฐานสากล เช่น Sustainability, Green Cosmetic และ AI ที่กำลังมาแรง
AI กับอนาคตการแพทย์ไทย: โอกาสและความท้าทาย
TCELS มุ่งเน้นการนำ AI มาใช้ในการวินิจฉัยโรค เพื่อเพิ่มความแม่นยำและรวดเร็ว เช่น การสนับสนุน AI สำหรับ Chest X-ray ที่โรงพยาบาลศิริราชและเปาโล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการนำ AI มาใช้ในทางการแพทย์คือเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) และ จริยธรรมในการใช้ AI (Ethics of AI) ซึ่ง TCELS ได้จัดทำแนวปฏิบัติ (Guideline) ด้านจริยธรรมการใช้ AI ทางการแพทย์ และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย
ดร.พัชราภรณ์ กล่าวว่า หาก AI พัฒนาไปในรูปแบบ Narrow AI ที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการลดความผิดพลาดของมนุษย์ และเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค แต่หากพัฒนาไปถึง Generative AI ที่สามารถคิดวิเคราะห์ได้เอง อาจต้องพิจารณาเรื่องการควบคุมและบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา AI ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2569 จะยังคงได้รับงบประมาณใกล้เคียงกับปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท และจะเพิ่มงบประมาณในส่วนบูรณาการและยุทธศาสตร์ โดยจะเน้นการลงทุนใน AI มากขึ้นตามเทรนด์
โดยรวมแล้ว การดำเนินงานในการส่งเสริม 5 ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจได้สูงถึง 1,200 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
–กรุงไทยพานิชประกันภัย ผนึก AIS เปิดตัว “PA อุ่นใจ Extra” คุ้มครองอุบัติเหตุสูง ตอบโจทย์คนวัยทำงาน







