ตอนนี้อะไรที่เกี่ยวกับกัมพูชาดูเหมือนจะอ่อนไหวเหลือเกิน คำถามที่ตามมาคือ เราจะจัดการการค้าระหว่างสองประเทศอย่างไรให้มีทั้งศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ ซึ่งหลายคนอาจไม่เชื่อว่าหน่วยงานรัฐของไทยนั้นได้ติดตามและตรวจตราตัวเลขนำเข้า-ส่งออกของการค้าชายแดนอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า ตัวเลขการนำเข้า-ส่งออกที่เปิดเผยนั้นเป็นตัวเลขภาพรวม ซึ่งรวมทั้งการขนส่งทางทะเล ทางอากาศ และการค้าชายแดนทางรถยนต์ ดังนั้น การปิดด่านชายแดนจึงไม่ได้กระทบกับการส่งออกในช่องทางอื่น หากไม่มีคำสั่งห้ามโดยเฉพาะ เช่น การขนส่งน้ำมันทางเรือ เป็นต้น
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่า การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ในเดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 85,625 ล้านบาท ลดลง 2.1% โดยเป็นการส่งออก 54,745 ล้านบาท (ลดลง 2.3%) และนำเข้า 30,880 ล้านบาท (ลดลง 1.7%) ตัวเลขนี้หมายความว่า ไทยยังคงได้ดุลการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด 23,866 ล้านบาท ซึ่งการได้ดุลการค้าเช่นนี้เป็นมาอย่างต่อเนื่องและถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของไทย
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า การค้าชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียมีมูลค่ามากที่สุดที่ 28,557 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4.2%) รองลงมาคือ สปป.ลาว 23,953 ล้านบาท (ลดลง 5.7%) เมียนมา 17,005 ล้านบาท (ลดลง 13.3%) และประเทศสุดท้ายคือกัมพูชา 16,110 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 7%) ซึ่งเป็นตัวเลขที่รั้งท้ายในกลุ่มนี้
สินค้าส่งออกหลักของไทยผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา อันดับหนึ่งคือเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดทั่วไป เนื่องจากมีข่าวบ่อยครั้งว่ากัมพูชาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค อันดับสองคือน้ำแร่และเครื่องดื่มอัดลมปรุงรส ซึ่งยังอยู่ในหมวดเครื่องดื่ม และอันดับสามคือเครื่องยนต์สันดาปภายใน ส่วนสินค้านำเข้าหลักของไทยจากกัมพูชาคือ ผักและของปรุงแต่งจากผัก, เศษอลูมิเนียม และสายเคเบิลหุ้มฉนวน
อย่างไรก็ตาม หากมีการปิดด่านเกิดขึ้น สินค้าส่งออกของไทยที่จะได้รับผลกระทบหนักคือ กลุ่มสินค้าผักและผลไม้ ซึ่งจะต้องเร่งกระจายสินค้าสู่ตลาดในประเทศแทน อันดับสองคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่อาจต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเรือผ่านท่าเรือจังหวัดตราด ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และแม้ผู้นำกัมพูชาอาจสั่งแบนสินค้าไทย แต่ด้วยความคุ้นชินของผู้บริโภค คงไม่ง่ายที่สินค้าไทยจะหายไปจากตลาดทันที กลุ่มที่สามคือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด และอาจต้องเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นจุดส่งออกแทน
คราวนี้มาดูสินค้านำเข้าของไทยจากกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด นั่นคือ มันสำปะหลัง จากที่เราเห็นข่าวรถบรรทุกมันสำปะหลังจอดรอหน้าด่านจำนวนมาก เมื่อไม่สามารถเข้าไทยได้จึงถือว่าเสียหายอย่างหนัก เพราะการนำไปขายประเทศอื่นหรือบริโภคภายในประเทศนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ สาเหตุที่ไทยนำเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาก็เพราะไทยมีโรงงานแปรรูปเพื่อส่งออกไปต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง โดยในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ไทยนำเข้าหัวมันและมันเส้นรวม 3.75 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 9.97%) ขณะที่ส่งออกได้ถึง 4.06 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 37.16%) โดยมีจีนเป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังที่ใหญ่ที่สุดของไทย (51.38%) รองลงมาคือญี่ปุ่น
ปัญหาคือราคามันสำปะหลังในตลาดโลกช่วงนี้ตกลงพอสมควร แผนของกระทรวงพาณิชย์ไทยจึงเน้นการส่งออกเชิงปริมาณ ทำให้แม้ปริมาณส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่มูลค่ากลับลดลงถึง 7.1% คำถามคือหากไทยนำเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาไม่ได้จะกระทบหรือไม่? ตอบได้เลยว่า แทบไม่มีผล เพราะไทยสามารถนำเข้าจาก สปป.ลาว ทดแทนได้ แต่สำหรับกัมพูชา นี่คือวิกฤตที่ต้องหาทางส่งออกใหม่ ในภาวะที่ราคาตลาดโลกตกต่ำ ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าขนส่งจนต้องทำลายผลผลิตทิ้ง หรือยอมเสียต้นทุนเพิ่มเพื่อส่งเข้าไทยทางเรือ
สินค้าส่งออกของกัมพูชามายังไทยอีกตัวที่ได้รับผลกระทบคือ สินค้าอุตสาหกรรมจำพวกเศษเหล็กและเศษอลูมิเนียม ที่ไทยนำเข้ามาหลอมเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งหากกัมพูชาไม่ส่งออกให้ ไทยก็สามารถหาแหล่งนำเข้าอื่นทดแทนได้ไม่ยาก
สรุปคือ หากมีการปิดด่าน ทั้งสองประเทศจะเสียหาย แต่ความเสียหายของไทยคือดุลการค้าที่เป็นบวกอาจหดหายไป อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศยืนยันว่า แม้เป้าการเติบโตอาจลดลงจาก 3% เหลือ 2% แต่ก็ยังคงเติบโตได้ แต่สำหรับกัมพูชา การที่สินค้าส่งออกหลักอย่างมันสำปะหลังหาทางออกไม่ได้ อาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล
สินค้าไทยเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่สินค้ากัมพูชาเป็นวัตถุดิบที่ไทยหาแหล่งอื่นทดแทนได้ง่าย ในเชิงยุทธศาสตร์แล้วไทยจึงอยู่เหนือกว่า การใช้อาวุธทางเศรษฐกิจจึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าการใช้กำลังทหารที่มีต้นทุนสูง และไม่ต้องกังวลว่าสินค้าไทยจะถูกแบนในระยะยาว เพราะอุตสาหกรรมของกัมพูชายังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะผลิตสินค้ามาทดแทนได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า แม้จะรู้ว่าไทยจะได้เปรียบทางการค้าหากกลับมาเปิดด่าน แต่กัมพูชาก็ยังต้องการให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอยู่ดี
Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณกุล







