ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์สถานการณ์ปิดด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ส่งผลกระทบหนักทั้งสองฝ่าย โดยไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกราววันละ 800 ล้านบาท ขณะที่กัมพูชาขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคและเผชิญภาวะเงินเฟ้อ พร้อมเตือนว่าสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจบานปลาย กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างรุนแรง แนะรัฐบาลไทยปรับยุทธศาสตร์การเจรจาและเตรียมแผนช่วยเหลือ-อพยพคนไทย
สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่นำไปสู่การปิดด่านการค้า กำลังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นว่า การปิดด่านทั้งหมดจะทำให้รายได้จากการส่งออกของไทยหายไปประมาณ 800 ล้านบาทต่อวัน
“ผลกระทบเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย” ดร.อัทธ์ กล่าว “สำหรับประเทศไทย คือการสูญเสียรายได้จากการส่งออกโดยตรง และกระทบผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพิงตลาดกัมพูชา โดยเฉพาะด่านคลองลึก-ปอยเปต ซึ่งมีสัดส่วนการค้าสูงถึง 60% ของมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมด”
กัมพูชากระทบหนัก แต่มี “จีน-เวียดนาม” เป็นทางเลือก
ในฝั่งกัมพูชาจะได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนสินค้าจำเป็น ทั้งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง น้ำมันเชื้อเพลิง และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสินค้าราคาแพงและภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ดร.อัทธ์ชี้ว่าสาเหตุที่กัมพูชามีท่าทีแข็งกร้าวและไม่กังวลมากนัก เป็นเพราะปัจจุบันสินค้าไทยมีส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาเป็นอันดับ 2 (ประมาณ 30%) ขณะที่อันดับ 1 คือ สินค้าจากจีนซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 50% และยังมีสินค้าราคาถูกจากเวียดนามเป็นอีกทางเลือก ทำให้กัมพูชาสามารถหันไปนำเข้าจากสองประเทศนี้ทดแทนได้
แรงกดดันสวนกลับ และความเปราะบางของเกษตรกรกัมพูชา
แม้ไทยจะเสียเปรียบในแง่ทางเลือกของตลาด แต่ ดร.อัทธ์ ชี้ว่าไทยยังมีไพ่ในมือที่สามารถใช้เป็นแรงกดดันได้ นั่นคือการระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากกัมพูชา โดยเฉพาะสินค้า 2 ชนิดหลัก ได้แก่ มันสำปะหลัง และ มะม่วงแก้วขมิ้น ซึ่งไทยเป็นตลาดรับซื้อหลัก หากไทยหยุดนำเข้าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวกัมพูชา และจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลกัมพูชาในที่สุด
เตือนสถานการณ์ยืดเยื้อ แนะรัฐเตรียมแผนอพยพคนไทย
ดร.อัทธ์ ย้ำว่าสถานการณ์นี้มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อยาวนานแน่นอน เนื่องจากท่าทีของผู้นำระดับสูงของกัมพูชาที่ชัดเจนว่าจะไม่เจรจา และอาจมีการใช้ประเด็นทางสังคมและการเมืองปลุกกระแสชาตินิยม
“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความปลอดภัยของคนไทยในกัมพูชา ผมคิดว่ารัฐบาลควรพิจารณาเตรียมแผนฉุกเฉิน หรือแม้กระทั่ง แผนอพยพนักธุรกิจและคนไทยกลับประเทศ เพราะสถานการณ์มีความเปราะบางและอาจนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงเหมือนในอดีตได้”
ความเชื่อมั่นนักลงทุนสั่นคลอน-เศรษฐกิจไทยปี 68 น่าห่วง
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดในระยะยาวคือ การบั่นทอนความเชื่อมั่น ดร.อัทธ์มองว่าการที่ฝ่ายกัมพูชาใช้โซเชียลมีเดียโจมตีผู้นำไทยโดยตรง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“นักลงทุนต่างชาติที่กำลังตัดสินใจจะย้ายฐานการผลิต เขาจะมองข้ามไทยแล้วหันไปเวียดนาม ลาว หรือเมียนมาแทน เพราะมองว่าไทยมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพชายแดน”
ดร.อัทธ์ คาดการณ์ว่า ปัจจัยนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน อาจจะต่ำกว่า 1.8% และต่ำกว่าเมียนมาด้วยซ้ำ ซึ่งถือเป็นภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์
ดร.อัทธ์ ได้เสนอแนะแนวทางสำหรับภาครัฐและเอกชน ดังนี้
สำหรับรัฐบาลไทย:
- ปรับกระบวนทัศน์: ต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุกเชิงยุทธศาสตร์ สื่อสารอย่างเป็นทางการและเป็นเอกภาพ ไม่ใช่การตอบโต้บนโซเชียลมีเดีย
- ใช้เวทีระหว่างประเทศ: ดึงพันธมิตรนานาชาติเข้ามามีส่วนร่วม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริง รวมถึงประเด็น “ทุนสีเทา” ในกัมพูชา เพื่อสร้างแรงกดดันในเวทีโลก
- ฟื้นฟูศรัทธา: สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียกคืนความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนและนักลงทุนที่มีต่อรัฐบาลและผู้นำประเทศ
สำหรับภาคเอกชน:
- ประเมินความเสี่ยงใหม่: ตลาดกัมพูชาในปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงมาก ไม่น่าสนใจสำหรับการลงทุนใหม่
- มองหาตลาดใหม่: แนะให้ผู้ประกอบการไทยหันไปศึกษาและขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น ลาว เวียดนาม และเมียนมา ซึ่งมีเสถียรภาพมากกว่าในขณะนี้
- ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ: รัฐบาลต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านโดยตรง
**ฟังบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ ใน Biztalk Podcast**
–กรมการค้าภายในเร่งกระจายผลไม้สู่ตลาดในประเทศ รับมือสถานการณ์ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา







