ภาคขนส่งอั้นไม่ไหว! “ทองอยู่” ประกาศขึ้นค่าเซอร์ชาร์จ 10% เริ่ม 1 เม.ย. นี้ หลังดีเซลพุ่งแตะ 40 บาท

ภาคขนส่งอั้นไม่ไหว! "ทองอยู่" ประกาศขึ้นค่าเซอร์ชาร์จ 10% เริ่ม 1 เม.ย. นี้ หลังดีเซลพุ่งแตะ 40 บาท

สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นค่าขนส่งแบบขั้นบันได ดีเดย์ 1 เมษายนนี้ ประเดิมระยะแรก 10% หลังแบกรับต้นทุนน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงเกือบ 40 บาทต่อลิตรไม่ไหว หวั่นกระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ วอนรัฐเร่งรื้อโครงสร้างราคาพลังงานหน้าโรงกลั่นแทนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการประชุมด่วนร่วมกับสมาชิกผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 30 บาท จนปัจจุบันแตะระดับเกือบ 40 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงาน เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท จะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งขยับขึ้นประมาณ 3% ซึ่งหากคำนวณจากส่วนต่างราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว 9 บาท เท่ากับต้นทุนจริงดีดสูงขึ้นถึง 27%

ด้วยเหตุนี้ ทางสหพันธ์ฯ จึงมีมติให้ปรับขึ้นอัตราค่าขนส่งในรูปแบบ “ขั้นบันได” เพื่อลดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและประชาชน โดยกำหนดแผนการปรับขึ้นเป็น 3 ระยะ ดังนี้:

  • ระยะที่ 1: ปรับขึ้น 10% เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนมีเวลาปรับตัว
  • ระยะที่ 2: เตรียมปรับขึ้นอีก 15-20% โดยรอดูท่าทีและการแก้ปัญหาจากภาครัฐ
  • ระยะที่ 3: หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายและวิกฤตหนักขึ้น อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นสูงสุดถึง 30%

“เรายอมรับว่าหนักใจที่ต้องปรับราคา เพราะทราบดีว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแน่นอน แต่ผู้ประกอบการขนส่งไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหานี้ เราเป็นเพียงปลายเหตุที่ต้องแบกรับภาระจนนาทีสุดท้าย หากไม่ปรับขึ้นธุรกิจก็เดินต่อไม่ได้ พนักงานจะไม่มีเงินเดือน และรถอาจถูกยึด” ทองอยู่ กล่าว

นอกจากนี้ นายทองอยู่ ยังได้แสดงความกังวลต่อมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่จะอุดหนุนราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร โดยระบุว่าขณะนี้ยังขาดความชัดเจนในเรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เบื้องต้นทราบเพียงว่าจะช่วยเฉพาะกลุ่มรถขนส่งไม่ประจำทาง (รถทะเบียน 70) ที่ติดตั้งระบบ GPS เท่านั้น ส่วนรถขนส่งส่วนบุคคลในกลุ่มอุตสาหกรรม (รถทะเบียน 80) อาจไม่ได้รับสิทธิ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ครอบคลุม

ประธานสหพันธ์ฯ ย้ำว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับวิกฤตในอดีต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจแก้ไขที่ต้นตอ คือการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและตรวจสอบราคาหน้าโรงกลั่นให้เป็นธรรม ไม่ใช่เพียงแค่นำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนกลุ่มทุนพลังงานในสภาวะที่ประชาชนเดือดร้อน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่รอความชัดเจนจากภาครัฐ นายทองอยู่ได้แนะนำให้สมาชิกผู้ประกอบการเร่งลดการเดินรถเที่ยวเปล่าเพื่อประหยัดต้นทุน และฝากถึงประชาชนว่าในวิกฤตเช่นนี้ การบริหารจัดการเงินสดและการประหยัดพลังงานคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด

“น้องจีจี้” นิยามใหม่ของการบริการสุด Innovative ที่ AIS SIAM

Scroll to Top