วิกฤตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขยับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจสายการบิน ขณะที่อัตรากำไร อยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 3% เท่านั้น ส่งผลให้หลายสายการบินยังคงต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคโควิด-19
พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารสายการบินต่างๆ พบว่าความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ จากเดิมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะเด้งสูงขึ้นไปกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และแม้ว่าล่าสุดจะมีการปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 127 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็ยังถือว่าเป็นต้นทุนที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งส่งผลให้สายการบินต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด
แจงปมตั๋วแพงชี้แจง Fact ย้ำบริหารแบบ Last Minute ยกลดราคาช่วงเทศกาล
สำหรับประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องค่าโดยสารเครื่องบินมีราคาสูงนั้น ผู้อำนวยการ กพท. ชี้แจงว่า กพท. มีกติกาและเพดานการกำหนดราคาที่ชัดเจน โดยทุกสายการบินจะมีการตั้งป้ายประกาศราคาต่ำสุดและสูงสุดในแต่ละเส้นทาง ณ เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วอย่างโปร่งใส ซึ่งจากการตรวจสอบยืนยันว่าไม่มีการจำหน่ายตั๋วเกินเพดานที่กฎหมายกำหนด
“ราคาตั๋วเครื่องบินที่ประชาชนรู้สึกว่าแพง ส่วนใหญ่จะเป็นตั๋วที่ซื้อในนาทีสุดท้าย หรือ Last minute ซึ่งในหนึ่งเที่ยวบินที่มีประมาณ 180 ที่นั่ง จะมีตั๋วราคาสูงสุดเพียงใบเดียวเท่านั้น ขณะที่ตั๋วที่จองล่วงหน้าส่วนใหญ่จะมีราคาเฉลี่ยเพียง 1,000 กว่าบาทถึง 2,000 บาท ซึ่งหากเทียบกับค่าโดยสารรถทัวร์และรถไฟตู้นอนในระยะทางเดียวกัน ถือว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับต้นทุนตัวเครื่องบินที่มีมูลค่าสูง”
นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา กพท. ได้ร่วมมือกับสายการบินต่างๆ ในการเพิ่มจำนวนที่นั่งอีกกว่า 10,000 – 20,000 ที่นั่ง พร้อมทั้งลดราคาเพดานลงมา 30% ทำให้สามารถรองรับความต้องการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง

ผ่อนปรนเกณฑ์บุคลากรการบิน รักษา Supply ด้านการบินหนุนเมืองรอง
ในมิติด้านการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย กพท. พยายามสร้างสมดุลระหว่างการรักษามาตรฐานสากลและการประคองให้สายการบินอยู่รอด โดยได้ออกมาตรการผ่อนปรนและขยายเวลาการเข้าทดสอบกิณฑ์มาตรฐานใหม่ ให้กับบุคลากรการบิน โดยในส่วนของนักบินได้ขยายเวลาไปจนถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่กลุ่มช่างซ่อมบำรุงได้ขยายเวลาไปจนถึงปีหน้า พร้อมเปิดช่องทาง “สอบเทียบ” เพื่อประเมินทักษะและความรู้ความชำนาญจริงในการซ่อมแซมเครื่องบินอย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนใหม่ทั้งหมด เพื่อรักษาบุคลากรที่มีประสบการณ์ให้อยู่ในระบบต่อไป
ส่วนกรณีการยกเลิกเที่ยวบินในเส้นทางบินเมืองรองนั้น ยอมรับว่าสายการบินประสบภาวะขาดทุนหนักจากจำนวนผู้โดยสารที่น้อย กพท. จึงได้เข้าไปประสานงานกับผู้ให้บริการภาคพื้น เช่น สนามบินและวิทยุการบิน เพื่อจัดทำมาตรการระยะสั้นในการให้ Incentive หรือส่วนลดค่าธรรมเนียมแก่สายการบิน เพื่อจูงใจให้กลับมาเปิดบินเส้นทางเมืองรองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้โดยสารอย่างเคร่งครัดในกรณีที่มีการยกเลิกเที่ยวบิน
ตัวเลขผู้โดยสารทรุด เร่งดัน MRO สุวรรณภูมิรับการฟื้นตัว
ด้านสถานการณ์จำนวนผู้โดยสาร ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการบินของไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวเด่นชัดจนตัวเลขสูงกว่าปี 2019 ไปแล้ว แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ประกอบกับการเข้าสู่ช่วง Low Season ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินลดลงทั่วโลก โดยปัจจุบันตัวเลขผู้โดยสารของไทยหล่นลงมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2025 ซึ่งต่ำกว่าปี 2019 อยู่ประมาณ 20%
จากวิกฤตดังกล่าว กพท. ได้ผลักดันให้มีการบรรจุแผนจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ไว้ในแผนแม่บท (Master Plan) ของท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ทั้งในพื้นที่ฝั่งเหนือและโครงการ South Terminal ของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเปิดรับนักลงทุนเข้ามาดำเนินธุรกิจซ่อมบำรุง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้แก่สายการบินที่เดิมต้องบินไปซ่อมบำรุงในต่างประเทศ และเพิ่มศักยภาพให้สุวรรณภูมิมีความพร้อมในการเป็นเบสรองรับสายการบินต่างชาติ
เล็งปั้น ‘อู่ตะเภา’ เป็น Hub คาร์โกโลก ชูคาร์โกการบินทำเงิน 30% ของประเทศ
ไม่เพียงเท่านั้น กพท. มีแนวคิดในการเสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของสนามบินอู่ตะเภาให้เติบโตในลักษณะการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศ หรือ Cargo Hub เนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิในปัจจุบันเริ่มมีความหนาแน่นสูง (Over Capacity) ขณะที่อู่ตะเภามีพื้นที่รองรับและอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานภาคการขนส่งอื่นๆ ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการคาร์โกรายใหญ่ให้ความสนใจที่จะย้ายฐานการขนส่งสินค้าบางส่วนไปยังอู่ตะเภา เนื่องจากพิจารณาแล้วว่าการขนส่งสินค้าทางอากาศไม่จำเป็นต้องพึ่งพารถไฟความเร็วสูงเป็นหลัก และ Supply Chain จะเคลื่อนย้ายตามไปเอง
ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่า ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.36% ของสินค้าเข้าออกทั้งหมดของประเทศไทย แต่ในแง่ของมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับสูงถึง 30.14% เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High Value Cargo) อาทิ อัญมณี และเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้น การส่งเสริมภาคคาร์โกและการเพิ่มสายการบินขนส่งสินค้า (Cargo Airline) จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต
เตรียมพร้อมจัดงาน AAM ระดับโลก คาดสมาชิก ICAO 193 ประเทศร่วมงานปลายปีนี้
และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค
นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand’s Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน
“การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว” พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย
–ส่องแผน “MOT New Chapter” ดันระบบรางเชื่อม ถนน-น้ำ-อากาศ เร่ง 262 โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปี 70







