ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (TARC) จับมือภาคีเครือข่าย ปักหมุดยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางถนนปี 69 ชูแนวคิด “Human-Centered” เปลี่ยนถนนที่เน้นรถเป็นศูนย์กลาง สู่โครงสร้างพื้นฐานที่ปกป้องคนเดินเท้า-จักรยานยนต์-ผู้สูงอายุ พร้อมนำ AI วิเคราะห์ “Near-miss” ตัดวงจรความสูญเสียก่อนเกิดเหตุจริง
ในการประชุมด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3 (The 3rd Thailand Road Traffic Safety Forum) ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาสังคมและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน” ดร.ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ได้ส่งสัญญาณสำคัญถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของมาตรฐานวิศวกรรมทางหลวงไทย โดยระบุว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามการออกแบบถนนที่เน้นเพียงความเร็วและปริมาณรถ (Speed & Capacity) ไปสู่การออกแบบที่ “ให้อภัยความผิดพลาด” (Forgiving Design) เพื่อปกป้องกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางที่สุด

4 สาระสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าความปลอดภัยทางถนนของไทย:
1. เปลี่ยนปรัชญาการออกแบบ: จาก “รถ” สู่ “คน”
กรมทางหลวง (DOH) และกรมทางหลวงชนบท (DRR) เริ่มขับเคลื่อนแนวคิด Complete Street และการจัดโซนนิ่งความเร็ว (Zoning) โดยเฉพาะในเขตชุมชนที่ต้องคุมความเร็วไม่เกิน 30-50 กม./ชม. ซึ่งเป็นระดับ “Survival Threshold” หรือขีดจำกัดที่มนุษย์จะรอดชีวิตหากเกิดการปะทะ นอกจากนี้ยังมีการเสนอปรับมาตรฐานเวลาการตอบสนอง (PIEV Time) ให้สอดคล้องกับสังคมสูงวัย เพื่อให้ถนนปลอดภัยสำหรับทุกคน
2. จาก Reactive สู่ Proactive: ใช้ AI หยุดอุบัติเหตุก่อนเกิด
ศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้อำนวยการ TARC เผยถึงการนำนวัตกรรม Computer Vision และ AI มาวิเคราะห์วิดีโอเพื่อหาค่าความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ (Surrogate Safety Measures) โดยไม่ต้องรอให้มีคนตาย แต่ใช้วิธีตรวจจับเหตุการณ์ “เกือบชน” (Near-miss) เพื่อระบุจุดเสี่ยงและแก้ไขเชิงวิศวกรรมได้ทันที
3. เทคโนโลยียานยนต์ต้องการ “ถนนที่ฉลาด”
มุมมองจากผู้ผลิตยานยนต์ (Mitsubishi Motors) ย้ำเตือนว่า เทคโนโลยีความปลอดภัยในรถยนต์สมัยใหม่ เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติ (AEB) หรือระบบเตือนออกนอกเลน (LDW) จะทำงานไม่ได้ผลหากโครงสร้างพื้นฐานล้มเหลว เช่น เส้นจราจรเลือนลาง หรือทางข้ามไม่มีไฟส่องสว่างที่เพียงพอ การบำรุงรักษาถนนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดึงประสิทธิภาพเทคโนโลยีออกมา
4. พิมพ์เขียว “สยบความเร็ว” ในพื้นที่นำร่อง
กรมทางหลวงชนบทโชว์ผลงานโครงการนำร่องใน 4 จังหวัด (ตรัง, เชียงใหม่, นนทบุรี, ระยอง) โดยใช้มาตรการ Traffic Calming เช่น การสร้างทางข้ามยกระดับ (Raised Crosswalk), ป้ายเตือนความเร็วอัจฉริยะ (Your Speed Sign) และเส้นซิกแซกบีบช่องจราจร เพื่อบังคับพฤติกรรมผู้ขับขี่ให้ชะลอตัวในเขตอันตรายอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เรื่องของดวง แต่คือเรื่องของการออกแบบ” ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ใช้ข้อมูลนำทาง (Data-Driven) การเปลี่ยนผ่านสู่ถนนที่เป็นมิตรต่อกลุ่มเป้าหมายเปราะบาง (Vulnerable Users) และการใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า คือ “ทางรอด” เดียวที่จะช่วยลดตัวเลขผู้เสียชีวิต 20,000 รายต่อปีให้ลดลงได้อย่างยั่งยืน
ประเด็นที่น่าจับตาหลังจากนี้: คือการนำ “พิมพ์เขียวจัดการความเร็ว” ไปขยายผลในระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Inter-agency Data Integration) เพื่อให้กฎหมายและการบังคับใช้มีประสิทธิภาพสูงสุด







