บางจาก ทุบสถิติ Q1/2569 กวาดกำไร 6.1 พันล้าน ดันยอดกลั่น-ขายน้ำมันสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กลุ่มบริษัทบางจากฯ เปิดผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โชว์ฟอร์มแกร่งทำกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ทะลุ 6,144 ล้านบาท พุ่งทะยานกว่าเท่าตัว อานิสงส์บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานดีเยี่ยม ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ

บางจากฯ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยมี EBITDA สูงถึง 17,795 ล้านบาท เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 94% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่รวม 6,144 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.17 บาท

ความสำเร็จในไตรมาสนี้เกิดจากขีดความสามารถในการบริหารจัดการกำลังการผลิตและการจัดหาน้ำมันดิบที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บางจากฯ สามารถทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน และมียอดจำหน่ายน้ำมันรวมสูงถึง 3,700 ล้านลิตร

เจาะลึกผลการดำเนินงาน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก

1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ (EBITDA 12,216 ล้านบาท)

  • ธุรกิจโรงกลั่น: ทำ EBITDA ได้ 10,245 ล้านบาท พุ่งทะยานมากกว่า 100% จากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตามส่วนต่างราคาน้ำมัน (Crack Spread) ดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่ตึงตัว รวมถึงการรับรู้ Inventory Gain อีก 8,299 ล้านบาท
  • ธุรกิจการตลาด: ทำ EBITDA ได้ 1,563 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% มียอดขายน้ำมันรวมสูงสุด 3,700 ล้านลิตร จากแรงหนุนของตลาดค้าปลีกและความต้องการผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น น้ำมันเรือเดินสมุทร (Marine Fuels) ปัจจุบันมีสถานีบริการรวม 2,217 แห่ง และร้านอินทนิล 1,187 สาขา
  • ธุรกิจพลังงานชีวภาพ: ทำ EBITDA ได้ 408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% จากปริมาณการขายเอทานอลและไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการรัฐในการปรับสัดส่วนผสมดีเซลพื้นฐานเป็น B7

2. กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (EBITDA 4,308 ล้านบาท)

  • เติบโตมากกว่า 100% จากไตรมาสก่อน รับอานิสงส์ราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นตามตลาดโลกช่วงฤดูหนาว พร้อมทั้งมีการจำหน่ายน้ำมันและก๊าซฯ จากแหล่ง Brage และ Draugen มากกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Overlift) รวมถึงการเปิดหลุมผลิตใหม่ Talisker East

3. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน (EBITDA 1,396 ล้านบาท)

  • แม้ชะลอตัวลง 12% จากไตรมาสก่อนหน้าเนื่องจากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำและลมใน สปป.ลาว แต่ยังคงเติบโต 55% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 642 ล้านบาท และการรับโอนหุ้นโครงการโซลาร์รูฟท็อปขนาด 17.5 เมกะวัตต์ในไทย

4. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน (EBITDA 266 ล้านบาท)

  • เติบโต 4% จากไตรมาสก่อน และ 33% จากปีก่อน โดยมีการขยายตัวจากการซื้อขายภายในกลุ่มบริษัทตามกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งทำสัญญาเช่าเรือระยะยาว (Vessel Time Charter Contract) ร่วมกับ Quantum Global Group เพื่อบริหารต้นทุนโลจิสติกส์

ติดสปีด Synergy ดันดีล Chevron ฮ่องกง และรุกพลังงานยั่งยืน

บางจากฯ สามารถรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพและการทำงานร่วมกัน (Synergy) ของโรงกลั่นทั้ง 2 แห่ง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญจากปีก่อนที่อยู่ที่ 1,800 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยูนิคอนพลังงานไทยรายนี้ยังเดินเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ด้วยการเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) ในสัดส่วน 100% ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง คลังน้ำมัน และท่าเทียบเรือ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรครบวงจร คาดธุรกรรมแล้วเสร็จกลางปี 2569

สำหรับก้าวต่อไปด้านสิ่งแวดล้อม บางจากฯ เตรียมส่งมอบผลิตภัณฑ์น้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เป็นครั้งแรกภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

รับมือความผันผวน-คงความแกร่งทางการเงิน

แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย (War Risk Premium) ปรับตัวสูงขึ้น แต่บางจากฯ ได้วางมาตรการเชิงรุกด้วยการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านการจำหน่ายดีเซล B20 ใน 40 สถานีบริการ และโครงการ “Fry to Fly”

ทางด้านฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บางจากฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 23,788 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.91 เท่า สะท้อนความมั่นคงสูง พร้อมได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “Stable” จากทริสเรทติ้ง

Scroll to Top