กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. จับมือ IAEA เดินหน้ายกระดับความรู้เทคโนโลยี SMR เตรียมความพร้อมรับร่างแผน PDP2026 ที่กำหนดเป้าหมายกำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ เผยจ่อจ้างที่ปรึกษาต่างชาติคัดเลือกเทคโนโลยีและพื้นที่ต้นปีหน้า ชูจุดเด่นเชื้อเพลิงราคาไม่ผันผวนและอายุการใช้งานนานกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซถึง 3 เท่า
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) มาใช้เสริมความมั่นคงพลังงานสะอาดในอนาคต
SMR ทางเลือกหลักสู่ Net Zero ในแผน PDP2026
นายสมภพ ระบุว่า เทคโนโลยี SMR เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าหมายกำลังผลิตรวมไว้ที่ 9,000 เมกะวัตต์ และกำหนดให้โรงไฟฟ้า SMR โรงแรกต้องเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในปี 2580



จ่อจ้างที่ปรึกษาคัดเลือกพื้นที่-เทคโนโลยี
นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. เปิดเผยความคืบหน้าว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น (Pre-feasibility study) และคาดว่าต้นปี 2570 จะสามารถจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำจากต่างประเทศเพื่อเข้ามาช่วยคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมรวมถึงพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า
สำหรับการคัดเลือกพื้นที่จะยึดมาตรฐานความปลอดภัยของ IAEA อย่างเคร่งครัด โดยจะเน้นพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานเดิมรองรับอยู่แล้ว เช่น ระบบน้ำและสายส่ง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
ลงทุนสูงแต่คุ้มค่าระยะยาว ค่าไฟไม่ผันผวน
กฟผ. ประเมินงบลงทุนเบื้องต้นสำหรับโรงไฟฟ้า SMR ขนาด 300 เมกะวัตต์ ไว้ที่ประมาณ 60,000 – 70,000 ล้านบาท แม้เงินลงทุนเบื้องต้นจะสูงกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น แต่มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ:
- อายุการใช้งาน: ยาวนานถึง 60-70 ปี (เทียบกับโรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอายุเพียง 25 ปี)
- ต้นทุนเชื้อเพลิง: ราคาไม่ผันผวนตามตลาดโลกเหมือนก๊าซธรรมชาติ
- เสถียรภาพ: เมื่อเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ จะทำให้ค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพและแข่งขันได้ในระยะยาว

กฟผ. ย้ำว่าหากมีการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับสากล และการสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากภาคประชาชนอย่างโปร่งใส







