ในงานประชุมและนิทรรศการพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ณ กรุงเทพฯ PETRONAS LNG Ltd. (PLL) ประกาศความพร้อมในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการบริหารพอร์ตโฟลิโอระดับโลกที่มีความยืดหยุ่น การกระจายแหล่งจัดหาเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการส่งมอบพลังงานคาร์บอนต่ำที่ตอบโจทย์เฉพาะรายผู้ซื้อ
Rosdi Ab Rahman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PETRONAS LNG Ltd. เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ LNG ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด จากประมาณ 49 ล้านตันต่อปี (MTPA) ในปี 2028 สู่ระดับ 80 ล้านตันต่อปีภายในปี 2035 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ราว 10% และคาดการณ์ว่าหลังปี 2032 เป็นต้นไป ภูมิภาคนี้จะกลายเป็นผู้นำเข้าสุทธิของ LNG
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงตามการพัฒนาอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติภายในประเทศของหลายชาติที่เริ่มลดลง ส่งผลให้ทุกประเทศต้องเผชิญโจทย์ Energy Trilemma ในการบริหารความมั่นคง การเข้าถึงราคาที่เหมาะสม และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ควบคู่กัน
บทเรียนสำคัญจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อปริมาณ LNG ทั่วโลกถึง 20% และกว่า 90% ของปริมาณที่สะดุดนั้นมีปลายทางอยู่ที่เอเชีย Rosdi ชี้ว่า “การกระจุกตัวของแหล่งพลังงานคือความเสี่ยง” (Concentration is risk) ทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้ซื้อจึงจำเป็นต้องกระจายพอร์ตโฟลิโอให้มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดโลก
PETRONAS มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้จัดหาพลังงานที่น่าเชื่อถือด้วยประสบการณ์ระดับโลกกว่า 40 ปี นับตั้งแต่การส่งมอบคาร์โกแรกสู่ญี่ปุ่นในปี 1983 ปัจจุบันมีทรัพยากรก๊าซทั่วโลกรวมกว่า 130 TCF ส่งมอบคาร์โกขนาดใหญ่แล้วกว่า 15,000 คาร์โกทั่วโลก โดยมีผู้ซื้อที่ดำเนินสัญญารวม 34 ราย และมีสัญญากระจายอยู่ถึง 87 สัญญา เข้าถึงสถานีรับ-จ่าย LNG รวม 55 แห่งทั่วโลก (คิดเป็น 35% ของสถานีทั้งหมด 158 แห่ง) และเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ส่งมอบไปแล้วกว่า 200 คาร์โกนับตั้งแต่ปี 2017

ชูข้อได้เปรียบด้านทำเลใกล้ไทย-เปิดทางเลือกสัญญาที่ยืดหยุ่น
สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ PETRONAS ชูจุดเด่น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความใกล้ของระยะทาง (Proximity), ความคุ้นเคยในตลาดและวัฒนธรรม (Familiarity), ความยืดหยุ่นในข้อตกลง (Flexibility) และประวัติการจัดหาที่มั่นคงและปลอดภัย (Proven Track Record)
ด้วยที่ตั้งของศูนย์การผลิตหลัก PETRONAS LNG Complex ในเมืองบินตูลู (Bintulu) รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกำลังการผลิตจาก 9 ขบวนการผลิต (Trains) ทำให้การเดินทางของเรือขนส่ง LNG มายังปลายทางในอาเซียน เช่น ประเทศไทย ใช้เวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น ซึ่งตอบโจทย์การบริหารจัดการพลังงานในกรณีฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
ขณะเดียวกัน PETRONAS ยังคงมีความสัมพันธ์และสัญญาระยะยาวร่วมกับ ปตท. (PTT) พร้อมติดตามการพัฒนาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานบริเวณมาบตาพุดอย่างใกล้ชิดเพื่อขยายความร่วมมือต่อไป
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการเจรจาภายใต้ข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) กับพันธมิตรในฟิลิปปินส์เพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนจากการผลิตก๊าซในแหล่งมาลัมปายาที่ลดลง
ในด้านโครงสร้างสัญญาและการกำหนดราคา PETRONAS ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงดัชนี JKM เท่านั้น แต่พร้อมปรับโครงสร้างราคาอิงตามดัชนีอื่น เช่น Brent หรือผสมผสานระหว่างสัญญาระยะยาวและตลาดจร (Spot) ให้สอดรับกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย
รวมถึงมีทางเลือกการขนส่งที่หลากหลาย ทั้งเรือขนส่งขนาดใหญ่มาตรฐาน 174,000 ลูกบาศก์เมตร ไปจนถึงระบบตู้คอนเทนเนอร์ ISO Tank และเรือขนาดเล็กเพื่อรองรับพื้นที่ห่างไกลหรือเกาะต่างๆ ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ตลอดจนการสนับสนุนทางเทคนิคที่เคยช่วยเริ่มเดินเครื่องสถานีรับก๊าซใหม่ (Commissioning Cargoes) มาแล้วถึง 14 ครั้ง

ขยายฐานผลิตสู่แคนาดาและสหรัฐฯ มุ่งลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่
เพื่อไม่ให้พึ่งพาเฉพาะฐานการผลิตในมาเลเซีย PETRONAS ได้ยกระดับพอร์ตโฟลิโอ LNG ทั่วโลกสู่ระดับกว่า 45 MTPA โดยขยายฐานการผลิตแห่งใหม่ (Second Heartland) ในโครงการ LNG Canada เมือง Kitimat ฝั่งแปซิฟิก ซึ่งมีส่วนแบ่งการลงทุนประมาณ 2.9-3 MTPA และข้อตกลงร่วมกับ Cedar LNG อีก 1 ล้านตัน ทั้งสองโครงการมุ่งหน้าตรงสู่ตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยใช้เวลาเดินเรือราว 15-17 วัน
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาจัดหาก๊าซจากผู้ผลิตภายนอก (Third-party offtake) ในแถบอ่าวเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา เช่น Sabine, Plaquemines CP2 และ Commonwealth รวมกว่า 4.1 ล้านตัน ตลอดจนความร่วมมือในออสเตรเลีย กาตาร์ อาบูดาบี (ADNOC Ruwais) และอียิปต์
ด้านการผลิตในมาเลเซีย นอกเหนือจาก 9 ขบวนผลิตในบินตูลู ยังมีโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ (FLNG) 2 ลำ ได้แก่ PFLNG SATU (1.2 MTPA) ซึ่งเป็นลำแรกของโลก และ PFLNG DUA (1.5 MTPA) โดยลำที่ 3 (PFLNG TIGA) กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะพร้อมเดินเครื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2027
Rosdi ยังกล่าวอีกว่า เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) PETRONAS ดำเนินมาตรการลดคาร์บอนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย การใช้ไฟฟ้าจากพลังน้ำ (Hydro Power) ในกระบวนการผลิตที่บินตูลู, การใช้ก๊าซธรรมชาติ 100% เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนเรือบรรทุกขณะเทียบท่า, มาตรการยุติการเผาทิ้งและการระบายก๊าซตามปกติ (Zero Routine Flaring and Venting), รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับ Gentari ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เพื่อนำเสนอโซลูชันพลังงานสะอาด เช่น แอมโมเนียและไฮโดรเจนสำหรับการเผาไหม้ร่วม (Co-combustion) ในโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ, ระบบขนส่งทางเรือที่ใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงคู่, รวมถึงการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่ตั้งเป้ากำลังการกักเก็บเริ่มต้นไว้ที่ 5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2031 โดย PETRONAS ยืนยันความพร้อมในการเป็นพันธมิตรระยะยาวเพื่อร่วมมือกันข้ามผ่านความท้าทายด้านพลังงานของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
–นายกฯ เปิดบูท กฟผ. งาน Gastech 2026 ดันบทบาทสะพานเชื่อมพลังงานแห่งอนาคต รับเทรนด์ AI และ Data Center




