บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ประกาศขยายการลงทุนในโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดยได้มีการลงนามสัญญาแก้ไขสัญญาผู้ถือหุ้นของบริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ปตท. และ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568
พิธีลงนามดังกล่าวมีนายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. เป็นประธาน พร้อมด้วยนายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. และนายรามานี คาธีร์ เวลู กรรมการผู้จัดการ บีไอจี ร่วมลงนาม
นวัตกรรมล้ำสมัย ลดการปล่อยคาร์บอน
โรงแยกอากาศแห่งที่ 2 ซึ่งต่อยอดความสำเร็จจากโครงการแรก (MAP1) จะใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนำพลังงานความเย็นที่ได้จากการเปลี่ยนสถานะของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ประโยชน์ในกระบวนการแยกอากาศ เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม และลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ประมาณ 100,000 ตันต่อปี
โครงการนี้มีแผนจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งยังสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต

เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม
การลงทุนในครั้งนี้ตอกย้ำถึงพันธกิจของกลุ่ม ปตท. ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ควบคู่ไปกับการดำเนินงานที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดยโรงแยกอากาศแห่งใหม่นี้จะช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ให้สามารถเข้าถึงก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำได้ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond” ที่มุ่งขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต
ก่อนหน้านี้ โรงแยกอากาศแห่งแรก (MAP) ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นโรงแยกอากาศแห่งแรกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 28,000 ตันต่อปี






