‘Resilient Energy’ วาระเร่งด่วนระดับโลก ซีเมนส์ชี้เทคโนโลยีดิจิทัลคือทางรอดระบบไฟอนาคต

'Resilient Energy' วาระเร่งด่วนระดับโลก ซีเมนส์ชี้เทคโนโลยีดิจิทัลคือทางรอดระบบไฟอนาคต

กระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อรายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คนทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่า “ความเสถียรและมั่นคงในการจัดหาพลังงาน (Resilient Energy Supply)” ได้พุ่งขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งของรัฐบาลทั่วโลก แซงหน้าการขยายพลังงานหมุนเวียน ควบคู่ไปกับเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานที่ขยับสูงขึ้น

แม้ความมั่นคงด้านพลังงานจะเป็นโจทย์ใหญ่ แต่เม็ดเงินลงทุนในพลังงานสะอาดยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า มูลค่าการลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกปี 2568 สูงถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าพลังงานฟอสซิลถึง 2 เท่า อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในปัจจุบันได้ย้ายฝั่งจากระบบผลิตหลักมาสู่ฝั่งผู้ใช้งานมากขึ้น จากกิจกรรมการใช้ไฟรูปแบบใหม่ เช่น การติดโซลาร์เซลล์แล้วจ่ายไฟย้อนกลับ หรือการดึงกำลังไฟสูงเพื่อชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำเกิดความซับซ้อนและขาดการมองเห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์

ซีเมนส์ได้นำเสนอแนวคิด “Flip the Grid” หรือการเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าจากล่างขึ้นบน โดยผู้บริหารในภาคพลังงานถึง 74% เห็นตรงกันว่า Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เสมือนระบบประสาท ช่วยมองเห็นข้อมูลและคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะถูกยกระดับสู่ Autonomous Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจตอบสนองได้เองอัตโนมัติ เช่น การจัดตั้ง Autonomous Zones ในนิคมอุตสาหกรรมหรือเมืองใหม่ ที่ระบบสามารถสั่งเพิ่มการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อมีพลังงานหมุนเวียนผลิตเกิน หรือเปลี่ยนเส้นทางจ่ายไฟเพื่อป้องกันสายส่งรับภาระเกิน รวมถึงการแยกพื้นที่ที่มีปัญหาและฟื้นฟูระบบได้เอง (Self-healing) ซึ่งผู้บริหาร 63% มองว่าความคุ้มค่าของระบบอัตโนมัตินี้จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มเสถียรภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของธุรกิจ Data Center และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นและต้องการความเสถียรอย่างมาก ประกอบกับการเลื่อนเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ระบบไฟฟ้าไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากแบบรวมศูนย์ (Centralized Energy) ไปสู่แบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy)

แนวคิดการบริหารจัดการในรูปแบบ System of Systems หรือระบบพลังงานดิจิทัลแบบบูรณาการ จึงเป็นกรอบสำคัญที่ประเทศไทยควรนำมาปรับใช้ใน 2 ด้านหลัก คือ

  • การปรับปรุงกฎระเบียบ: ปลดล็อกข้อจำกัดเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนในนวัตกรรมดิจิทัลและซอฟต์แวร์ ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนในสินทรัพย์ทางกายภาพอย่างสายส่งไฟฟ้า
  • การบูรณาการด้านข้อมูล: ผลักดันการใช้โปรโตคอลข้อมูลและ Standardized APIs ร่วมกัน เพื่อให้ระบบต่างแพลตฟอร์มสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้แบบเรียลไทม์

ยุทธศาสตร์สู่อนาคตพลังงานโลกและประเทศไทยจึงหนีไม่พ้นหลักการ 3D ได้แก่ Decentralized (การกระจายศูนย์), Democratized (การเปิดให้ทุกภาคส่วนมีบทบาท) และ Digital (การขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล) เพราะในท้ายที่สุด ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าจะไม่ใช่แค่การมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ แต่คือความสามารถของทั้งระบบในการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น ทันเวลา และยั่งยืน

บทความโดยซีเมนส์

SMR ปลดล็อกข้อจำกัดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตอบโจทย์ยุค AI และ Data Center

Scroll to Top