ทรูบิสิเนส ปลุกกระแส Smart Energy ยุค AI ส่งยุทธศาสตร์กู้วิกฤต ‘พลังงานสูญเปล่า’ ต้นทุนเงียบซ้ำเติม SME-ครัวเรือน

ทรูบิสิเนส ปลุกกระแส Smart Energy ยุค AI ส่งยุทธศาสตร์กู้วิกฤต ‘พลังงานสูญเปล่า’ ต้นทุนเงียบซ้ำเติม SME-ครัวเรือน

ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพจากบิลค่าไฟภาคครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นถึง 38% หรือคิดเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 8,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน จนกลายเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของผู้บริโภค ขณะที่ภาคธุรกิจ SME ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วงจนอัตราทำกำไร (Profit Margin) ลดลงไปถึง 70% ล่าสุด ทรูบิสิเนส ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกในงาน Life x Energy 2026: ชีวิตกับพลังงาน ว่า ต้นทุนที่สูงขึ้นนี้ส่วนหนึ่งมาจาก “พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น” (Invisible Waste) ที่ซ่อนอยู่ในบ้าน อาคาร และธุรกิจ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 30-40%

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy: เมื่อสัญญาณคือพลังงานใหม่ที่เชื่อม IoT และ AI เพื่อคนไทย” โดยชี้ให้เห็นว่า พลังงานสูญเปล่า 30-40% เกิดจาก 4 สาเหตุหลัก ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ในโหมดสแตนด์บาย (Always-on Standby) 12%, ความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ขาดเซ็นเซอร์ควบคุม 9%, กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากอุปกรณ์ชำรุด 8% และการเปิดไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ในพื้นที่ที่ไม่มีการใช้งาน 6%

ทรูบิสิเนส จึงชูบทบาทของเครือข่ายอัจฉริยะ 5G, ไฟเบอร์ และ NB-IoT มาขับเคลื่อนระบบ Smart Energy ในยุค AI ผ่านสถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น (3 Stacks of Smart Energy) เพื่อเปลี่ยนการเชื่อมต่อให้เป็นกลไกบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ดังนี้

  • SENSE: การรับรู้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและพฤติกรรมในทุกพื้นที่อย่างละเอียด ผ่านมาตรวัดอัจฉริยะ (Smart Meters) และกล้องวงจรปิดระบบ AI Vision
  • DECIDE: การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ที่คิดวิเคราะห์และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้อัตโนมัติ (AI Agents) เช่น Sovereign AI Agents, Digital Twins และ Edge Cloud มาวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์
  • ACT: การสั่งการและควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ อัตโนมัติแบบไร้รอยต่อผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อปรับแต่งการใช้พลังงานให้เหมาะสมและลดค่าใช้จ่ายได้จริง

จากการพิสูจน์ผลลัพธ์ร่วมกับหลายภาคส่วน ยุทธศาสตร์นี้สามารถลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีนัยยะสำคัญในหลากหลายกรณีศึกษา (Use Case) ประกอบด้วย:

  • บ้านอัจฉริยะ (Smart Home): ลดค่าไฟภาคครัวเรือนลง 15-25% ต่อเดือน ด้วยระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Networked Chargers) ที่เลือกชาร์จช่วงค่าไฟต่ำ (Off-Peak) อัตโนมัติ ร่วมกับการจัดสรรระบบโซลาร์เซลล์
  • ธุรกิจค้าบันเทิงและค้าปลีก (Retail): นำร่องกว่า 1,000 ร้านค้า ประหยัดพลังงานจากการควบคุมระบบทำความเย็น แสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศได้ถึง 22%
  • ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม: ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดเพื่อคาดการณ์การบำรุงรักษา (Predictive Maintenance) ลดความเสี่ยงอุปกรณ์ชำรุดและลดโอกาสระบบหยุดชะงัก (Downtime) ลง 30%
  • อาคารสำนักงาน: ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งานพื้นที่ ปรับลดพลังงานหลังเวลาทำการ ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลง 28%
  • โรงงานและอุตสาหกรรม: สับเปลี่ยนช่วงเวลาทำงานของเครื่องจักรหนักที่มีการสิ้นเปลืองสูงไปอยู่ในช่วง Off-Peak แบบอัตโนมัติ ลดการใช้พลังงานจำเพาะลง 18% กิโลวัตต์-ชั่วโมง ต่อหน่วย

นอกจากภาคธุรกิจแล้ว เทคโนโลยี Connectivity ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ผ่านระบบ Unified Dashboard, ระบบสลับแหล่งจ่ายไฟอัจฉริยะ (Smart Source Switching) และระบบลดการใช้ไฟฟ้าช่วงความต้องการสูง (Automated Peak Shaving) รวมถึงการควบคุมไฟแสงสว่างอัจฉริยะ (Smart Lighting) และการใช้ 5G จัดการสัญญาณไฟจราจรเพื่อลดควันพิษสะสม (Traffic Flow)

เป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” คือการสร้างผลกระทบเชิงบวก (Ripple Effect) ใน 3 มิติ ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพภาคครัวเรือน, การประหยัดงบประมาณภาครัฐและธุรกิจมุ่งสู่ Zero Utility Waste และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยดัชนีชี้วัดที่จับต้องได้จริง (Quantifiable Carbon Cuts) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

บางจากฯ ร่วมพลังศิริราช ขับเคลื่อนโครงการ “เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 12” รณรงค์คนไทยห่างไกลโรคหลอดเลือดสมอง

Scroll to Top