เจ็บทุกครั้งที่ใส่รองเท้าคัทชูหัวแหลมหรือสนีกเกอร์คู่โปรด แถมโคนนิ้วโป้งเริ่มนูนแดง? อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องรองเท้ากัด แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ “กระดูกนิ้วโป้งเท้าเอียง” (Hallux Valgus) ความผิดปกติทางโครงสร้างเท้าที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่มีโอกาสพบภาวะนี้มากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า
โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข หรือ kdms ได้เปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะกระดูกนิ้วโป้งเท้าเอียง ตั้งแต่สาเหตุ อาการเตือน ไปจนถึงนวัตกรรมการรักษาที่จะช่วยให้สายแฟชั่นสามารถกลับมาสวมใส่รองเท้าคู่โปรดได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
ไขสาเหตุ “กระดูกนิ้วโป้งเท้าเอียง” ที่ไม่ได้เกิดจากรองเท้าโดยตรง
ภาวะกระดูกนิ้วโป้งเท้าเอียง เป็นความผิดปกติของโครงสร้างเท้าที่บริเวณโคนนิ้วโป้งเท้าจะนูนออกด้านข้าง เนื่องจากกระดูกตรงกลางของนิ้วโป้งเอียงเข้าด้านใน ส่วนกระดูกปลายนิ้วเอียงออกด้านนอก ทำให้นิ้วโป้งเบนเข้าหานิ้วชี้อย่างชัดเจน
จากการศึกษาพบภาวะนี้ได้ค่อนข้างบ่อยในประชากรทั่วไปราว 10-20% โดยมักเริ่มเป็นตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น แต่อาการจะยังไม่เด่นชัดในช่วงแรก สำหรับสาเหตุหลักประกอบด้วย
- กรรมพันธุ์: เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เนื่องจากโครงสร้างเท้าบางแบบสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
- ภาวะเท้าแบน: ส่งผลให้การลงน้ำหนักที่เท้าผิดปกติ และเพิ่มแรงกดบริเวณหน้าเท้าจนกระดูกนิ้วโป้งเอียง
- พฤติกรรมการสวมรองเท้า: การใส่รองเท้าหน้าแคบ หัวบีบ หรือรองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรง แต่เป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โครงสร้างเท้าที่มีแนวโน้มจะเอียงอยู่แล้ว มีอาการรุนแรงและเด่นชัดมากยิ่งขึ้น
5 สัญญาณเตือนเรื่องเท้าที่ไม่ควรมองข้าม
หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจประเมิน
- นิ้วโป้งเอียงผิดรูปเบนเข้าหานิ้วชี้ และโคนนิ้วปูดนูนออกมาชัดเจน
- หน้าเท้ากว้างขึ้นจนใส่รองเท้าคู่เดิมไม่ได้ หรือรู้สึกคับกว่าปกติ
- เจ็บโคนนิ้วโป้งเวลาใส่รองเท้า จากการเสียดสีของปุ่มกระดูกที่นูนออกมา
- เจ็บจี๊ดข้างเท้าเมื่อใส่รองเท้าส้นสูง จนต้องเลือกซื้อรองเท้าจากความสบายแทนดีไซน์
- เกิดการอักเสบ บวมแดง และมีอาการเจ็บแม้กระทั่งตอนเดินเท้าเปล่า
นวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็ก MICA ฟื้นตัวไว เดินได้ทันที
แนวทางการรักษาภาวะกระดูกนิ้วโป้งเท้าเอียงแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัดสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและชะลอการลุกลาม และ การรักษาด้วยการผ่าตัด สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง ปวดมาก หรือเท้าผิดรูปชัดเจนจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต
ปัจจุบัน โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข (kdms) มีศัลยแพทย์ชำนาญการด้านเท้าและข้อเท้า ที่นำเทคโนโลยีการผ่าตัดแบบ MICA (Minimal Invasive Chevron and Akin) เข้ามาช่วยตอบโจทย์ผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นตัวเร็ว
เทคนิค MICA มีจุดเด่นสำคัญคือ แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตร ช่วยลดความบอบช้ำของเนื้อเยื่อและลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดได้อย่างมาก ที่สำคัญคือผู้ป่วยสามารถลงน้ำหนักที่ส้นเท้าเพื่อก้าวเดินได้ทันทีหลังผ่าตัด โดยไม่จำเป็นต้องใส่เฝือกหรือใช้ไม้ค้ำยันเป็นเวลานาน และหลังจากผ่าตัดผ่านไปเพียง 6 สัปดาห์ ก็สามารถกลับมาเริ่มใส่รองเท้าผ้าใบได้ตามปกติ
การันตีดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่ขั้นตอนการให้คำปรึกษาก่อนรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตและสนุกกับแฟชั่นรองเท้าได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องทนกับความทรมานอีกต่อไป
–“Mind Moments: My Moments” แคมเปญฮีลใจยุคดิจิทัล ช่วยพักใจ-ลดเครียดบนโลกโซเชียล






