สถานการณ์ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมโรคคาดการณ์ว่าในปี 2578 จะมีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 1.9 พันล้านคน
สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567–2568) พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนถึงร้อยละ 45.0 และอ้วนลงพุงร้อยละ 44.7 โดยกว่าครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้คือ “วัยทำงาน”
พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เผยว่า ปัจจัยที่ทำให้คนวัยทำงานอ้วนง่ายและลดยาก เกิดจากอัตราการเผาผลาญที่ลดลงตามอายุ พฤติกรรมการนั่งทำงานนาน การบริโภคอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ดไขมันสูงเพื่อความสะดวก รวมถึงการอดอาหารบางมื้อแล้วไปกินหนักในมื้อดึก ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานเกิน ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอจนมวลกล้ามเนื้อลดลง ผสานกับความเครียดสูงและการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
ภัยเงียบที่น่ากังวลคือ “อ้วนลงพุง” ซึ่งผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติแต่มีไขมันสะสมในช่องท้องและตามอวัยวะภายใน มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ไขมันพอกตับ ตับแข็ง ไตวายเรื้อรัง และโรคหัวใจ ขณะที่โรคอ้วนโดยรวมยังเพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูง ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ข้อเข่าเสื่อม ตลอดจนมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
สำหรับการลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วนด้วยการตัดพลังงานหรืออดอาหาร พญ.ธนพร เตือนว่า วิธีนี้นอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้ว สิ่งที่ลดลงไปกลับเป็นมวลกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ไขมัน เมื่อกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ประกอบกับฮอร์โมนความหิวและฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูง ส่งผลให้เกิดภาวะ “โยโย่เอฟเฟกต์” น้ำหนักดีดกลับมามากกว่าเดิม
นอกจากนี้ การลดน้ำหนักผิดวิธียังส่งผลต่อฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ร่างกายขาดสารอาหาร เกิดอาการผมร่วง ผิวแห้ง อ่อนเพลีย และหน้าซีด ซึ่งหากพบสัญญาณเหล่านี้ควรหยุดลดน้ำหนักด้วยตัวเองและเข้าพบแพทย์ทันที
การบริหารจัดการโรคอ้วนอย่างถูกวิธี สามารถเริ่มได้ด้วยการพบแพทย์เพื่อคัดกรองโรคแฝง เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ รวมถึงตรวจประเมินเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยโรงพยาบาลวิมุตมีการตรวจวัดมวลร่างกายเพื่อวางแผนลดน้ำหนักรายบุคคล มีนักกำหนดอาหารให้คำแนะนำ พร้อมตัวเลือกการรักษาด้วยยาฉีดกลุ่มฮอร์โมนอิ่ม (GLP1RA และ dual GIP/GLP1RA) ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อช่วยรักษาโรคอ้วนและป้องกันโรคเรื้อรัง
ด้านแนวทางปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน แพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงของหวานและขนมระหว่างมื้อ บริโภคโปรตีนให้ได้ 1.2–1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เลือกอาหารปรุงด้วยวิธีต้ม ตุ๋น หรือย่าง แทนของทอด ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอสัปดาห์ละ 150 นาที และเวทเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ
สำหรับวัยทำงานที่มีเวลาจำกัด สามารถเพิ่มการใช้พลังงานได้ด้วยการลุกยืนเดินทุก 30 นาที ใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือเดินให้เร็วขึ้น และไม่ควรมองแค่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่ให้ติดตามมวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ รอบเอว และผลเลือดควบคู่กันไป







