โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke (อัมพาต) เป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่สร้างความกังวลใจให้แก่คนไทยยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เตือนล่วงหน้า แต่ส่งผลกระทบแบบเฉียบพลันและเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยรวมถึงครอบครัวไปตลอดกาล (Life Changing)
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจของประเทศไทยในปี 2567 ว่า มีผู้ป่วย Stroke สะสมในประเทศสูงกว่า 300,000 คน โดยผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 10% และในกลุ่มผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งต้องเผชิญกับภาวะทุพพลภาพ จนไม่สามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มที่น่ากังวล:
- อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล (In-hospital mortality) ลดลง จาก 15% เหลือ 9% ซึ่งเป็นผลมาจากระบบและประสิทธิภาพการรักษาทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น
- อัตราการเกิดโรค Stroke กลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 90% สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุหลักของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองชนิดเส้นเลือดตีบตัน มาจากภาวะความดันโลหิตสูงสะสม ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอย่างไขมันในเลือดสูงและโรคเบาหวาน ซึ่งทำให้หลอดเลือดเกิดการแข็งตัวและตีบตัน
“Atrial Fibrillation (AF)” ภัยเงียบตัวจริงที่ถูกละเลย
นอกเหนือจากภาวะความดันโลหิตสูงแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่พบในผู้ป่วย Stroke ประมาณ 1 ใน 4 คือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation (AF) ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่ผู้คนส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่เคยทราบมาก่อน (The most ignored) เนื่องจากภาวะนี้มักไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน หรือมีเพียงอาการใจสั่นและเหนื่อยง่าย ซึ่งผู้ป่วยมักเข้าใจผิดว่าเป็นผลมาจากความเครียดหรือการดื่มกาแฟ
กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากจุดกำหนดจังหวะหัวใจ (SA Node) บริเวณผนังหัวใจห้องบนทำงานผิดปกติ เกิดการกระจายตัวและส่งสัญญาณรบกวน ทำให้หัวใจห้องบนไม่บีบตัวตามจังหวะปกติแต่เกิดการสั่นพลิ้ว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนช้าลงและเกิดการก่อตัวของลิ่มเลือด เมื่อลิ่มเลือดหลุดลอยไปอุดกั้นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ก็จะทำให้เกิดอาการอัมพาตเฉียบพลันทันที โดยผลสำรวจจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระบุว่า ผู้ป่วย Stroke จากภาวะ AF เกือบครึ่งหนึ่ง ไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะนี้ จนกระทั่งเกิดอาการอัมพาตและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
อุปสรรคสำคัญในการตรวจพบภาวะ AF คือ โรคนี้มีรูปแบบที่เป็น ๆ หาย ๆ (Paroxysmal AF) ทำให้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ในการตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลอาจแสดงผลปกติ หากอาการไม่ได้กำเริบในช่วงเวลาที่ตรวจ
แนวทางป้องกันเชิงรุกด้วย Dual Measurement
ผศ.นพ.สุรัตน์ เน้นย้ำว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่สะสมมานานและสามารถป้องกันได้ล่วงหน้า โดยนำเสนอแนวคิด “Dual Measurement for Prevention” หรือการผสานการตรวจวัด 2 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในเครื่องเดียวกัน คือการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (AF) เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
หลักสำคัญในการดูแลสุขภาพเพื่อห่างไกลจากภาวะ Stroke ประกอบด้วย 2 แนวทางหลัก:
- Early Detection (ตรวจจับให้ไว): หมั่นตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังทั้งโรคความดันโลหิตสูงและสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- Proactive Prevention (ป้องกันเชิงรุก): เมื่อตรวจพบความเสี่ยง ต้องเร่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ซึ่งในกรณีของผู้ที่มีภาวะ AF การได้รับยาละลายลิ่มเลือด (Anticoagulant) อย่างทันท่วงที จะสามารถลดโอกาสการเสียชีวิตและความพิการลงได้อย่างมีนัยสำคัญ







