ไทยก้าวสู่ Super Aged Society ผลสำรวจชี้ วัยกลางคน-สูงอายุ ละเลยตรวจตา สูงสุดในเอเชียแปซิฟิก เสี่ยงจอตาเสื่อม

ไทยก้าวสู่ Super Aged Society ผลสำรวจชี้ วัยกลางคน-สูงอายุ ละเลยตรวจตา สูงสุดในเอเชียแปซิฟิก เสี่ยงจอตาเสื่อม

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความท้าทายครั้งสำคัญในการเป็น “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” (Super Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2567 ระบุว่า ผู้สูงอายุมีสัดส่วนถึง 20.70% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในปี 2576 สัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเกิน 30% ซึ่งหมายถึงการมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 28% หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ สภาวการณ์นี้ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในด้านเศรษฐกิจ สวัสดิการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่มักมาพร้อมกับความเสื่อมถอยของร่างกาย

ล่าสุด บริษัท โรช ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านไบโอเทคโนโลยี ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสุขภาพสายตาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2567 (Roche APAC Vision Health 2024) และพบข้อมูลที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า เกือบ 1 ใน 5 ของประชากรไทยในช่วงวัยกลางคนถึงผู้สูงอายุ ไม่เคยเข้ารับการตรวจสุขภาพตาจากจักษุแพทย์เป็นประจำ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีสถิติการละเลยการตรวจสุขภาพตาสูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึงทัศนคติที่น่าเป็นห่วงของคนไทย โดย มากกว่า 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยมีความเชื่อว่า การสูญเสียการมองเห็นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามวัยชรา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและอาจนำไปสู่ความประมาทในการดูแลสุขภาพดวงตา ทั้งที่จริงแล้ว อาการผิดปกติทางสายตาอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคร้ายแรงที่สามารถคร่าการมองเห็นไปอย่างถาวรได้ หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

กอบกุล กวั่งซ้วน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้สูงอายุไทย โดยชี้ว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพตาที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต นอกจากนี้ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และการสูญเสียการมองเห็นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของผู้สูงอายุเอง รวมถึงเป็นภาระต่อครอบครัวอีกด้วย

ผลสำรวจของโรชยังเปิดเผยอีกว่า แม้ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยประมาณ 3 ใน 4 จะรับรู้ถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นเมื่ออายุมากขึ้น แต่มีเพียง 50% ของผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีเท่านั้นที่เข้ารับการตรวจสายตาเป็นประจำ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่สำคัญระหว่างความรู้ความเข้าใจกับการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐกำลังพยายามส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

ไทยก้าวสู่ Super Aged Society ผลสำรวจชี้ วัยกลางคน-สูงอายุ ละเลยตรวจตา สูงสุดในเอเชียแปซิฟิก เสี่ยงจอตาเสื่อม

“พฤติกรรมของผู้สูงอายุที่มีครอบครัวและผู้ดูแลมักจะสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพตาได้ดีกว่า แต่กลุ่มผู้สูงอายุที่เปราะบางอาจเผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงการตรวจรักษา ทางกรมกิจการผู้สูงอายุจึงขอเชิญชวนผู้สูงอายุที่มีปัญหาสายตาเข้ารับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาคุณภาพชีวิตที่ดี” กอบกุล กล่าว

นอกจากนี้ นางสาวกอบกุล ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงความพยายามของกรมกิจการผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การสนับสนุนการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุเกือบ 30,000 ชมรมทั่วประเทศ และกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุกว่า 3,000 แห่ง ซึ่งเป็นช่องทางในการให้ความรู้และส่งเสริมทักษะต่างๆ ที่จำเป็น เช่น ความรู้ด้านสิทธิสวัสดิการ กฎหมายมรดก และกิจกรรมนันทนาการ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสนใจและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีพลัง ลดการพึ่งพาบุตรหลาน

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงภารดี คุณาวิศรุต จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอตา โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพตาในผู้สูงอายุ โดยเปิดเผยว่า “4 โรคตาที่พบมากที่สุดในผู้สูงอายุในประเทศไทย ได้แก่ ต้อกระจก เบาหวานขึ้นจอตา จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม และต้อหิน” และกว่า 54% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีปัญหาด้านการมองเห็น ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยผู้สูงอายุมักจะมองว่าอาการผิดปกติในการมองเห็นเป็นเรื่องปกติของวัย ทั้งที่จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างทันเวลา อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

หนึ่งในโรคตาที่พบบ่อยและมีความร้ายแรงในผู้สูงอายุคือ โรคจอตาเสื่อม (Neovascular Age-related Macular Degeneration หรือ nAMD) ซึ่งเกิดจากการสร้างเส้นเลือดที่ผิดปกติใต้จอตา ทำให้เกิดการรั่วหรือแตกของเส้นเลือด ส่งผลให้เกิดการสะสมของของเหลวหรือเลือด และทำให้การมองเห็นแย่ลงอย่างรวดเร็ว ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงภารดี เน้นย้ำว่า ผู้สูงอายุควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการตามัวหรือมองเห็นจุดดำลอย เนื่องจากหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาโรคจอตาเสื่อมหลายรูปแบบ ได้แก่:

  1. การฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตา: ซึ่งส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ผ่านกลไกเดียว โดยมีส่วนช่วยลดการงอกของเส้นเลือดที่จอประสาทตา ทำให้การมองเห็นดีขึ้น แต่อาจไม่ได้ผลในผู้ป่วยบางราย หรืออาจต้องฉีดบ่อยเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมการฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตาที่สามารถยับยั้ง 2 กลไกหลักของการเกิดโรค ช่วยทั้งลดการงอกและการรั่วของเส้นเลือด ลดการอักเสบ และเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือด ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น
  2. การใช้เลเซอร์: วิธีนี้สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของโรคได้ แต่ไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นมากนัก
  3. การผ่าตัด: ซึ่งไม่ได้ทำในทุกกรณี และจักษุแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงภารดี กล่าวเสริมว่า การเลือกวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพการเสื่อมของจอตาของผู้ป่วยแต่ละราย และผู้ป่วยควรปรึกษากับจักษุแพทย์เพื่อรับการดูแลและรักษาที่เหมาะสมที่สุด

“ผู้สูงอายุมักเข้าใจผิดว่าอาการผิดปกติในการมองเห็นเป็นเรื่องปกติของวัย หรือเกิดจากการใช้สายตามาก ทำให้ละเลยการตรวจรักษา ทั้งที่อาการเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น การรับประทานอาหารลำบาก การหกล้ม และอาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงได้ การตรวจสุขภาพตาปีละครั้ง หรือพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคตาได้ตั้งแต่ระยะแรก ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุควรใส่ใจตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ หรือรีบไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีความผิดปกติของการมองเห็น โดยเฉพาะโรคจอตาเสื่อมและโรคตาอื่นๆ ที่พบบ่อย เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก และเริ่มต้นรักษาเร็ว จะช่วยให้สามารถรักษาโรคบางชนิดให้หายได้” ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงภารดี กล่าว

แมทธิว โคทส์ ผู้จัดการทั่วไป โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว ได้กล่าวถึงความร่วมมือของโรชกับภาคีต่างๆ ในการดูแลสุขภาพตาและยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมไทย โดยชี้ว่าประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และจากผลสำรวจของโรชพบว่า หากมีปัญหาสายตา ผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยกว่าครึ่ง (57.8%) จะกังวลเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่อีก 42.4% กังวลว่าคุณภาพชีวิตจะลดลง ซึ่งไม่เพียงแต่บั่นทอนจิตใจ แต่ยังนำมาซึ่งภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่ายา ค่าตรวจ ค่ารักษาเฉพาะทาง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ตามมาเมื่อการมองเห็นบกพร่องจนต้องพึ่งพาผู้อื่น

“การป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วยการพาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุและครอบครัวประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ดูแล (45.4%) ประสบปัญหาทางการเงินเนื่องจากการดูแลผู้ป่วย อีกทั้ง 33% มีรายได้ลดลง และ 36% มีประสิทธิภาพการทำงานลดลง ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในภูมิภาค” แมทธิว เน้นย้ำ

ด้วยเหตุนี้ โรชจึงได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลต่างๆ ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านสุขภาพตาแก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพตา รวมถึงผู้สูงอายุทั่วประเทศ ผ่านการสร้างสื่อการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย เช่น โบรชัวร์ วิดีโอ และเว็บไซต์ เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงคนไทยในวงกว้าง

“เราทำงานร่วมกับจักษุแพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของดวงตาและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น โดยอย่างช้าที่สุดควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งทางภาครัฐได้มอบสิทธิตรวจสุขภาพตาฟรี ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะมุ่งส่งเสริมสุขภาพตาของผู้สูงอายุแล้ว โรชยังหวังให้คนไทยมีสุขภาพตาที่ดีในทุกช่วงวัย” แมทธิว กล่าวทิ้งท้าย

Scroll to Top