ชำแหละมาตรา 301 สหรัฐฯ อัดภาษีไทย 12.5% แค่ขู่หรือของจริง

ชำแหละมาตรา 301 สหรัฐฯ อัดภาษีไทย 12.5% แค่ขู่หรือของจริง

แรงกระเทือนจากมาตรการภาษีทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาสร้างความตื่นตระหนกให้กับภาคการส่งออกและนักลงทุนไทยอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ นำกฎหมายสำคัญอย่าง “มาตรา 301” กลับมาใช้สอบสวนพฤติกรรมการค้าของประเทศคู่ค้า พร้อมประกาศอัตราภาษีรอบใหม่ ซึ่งส่งผลให้สินค้าไทยโดนจัดเก็บภาษีสูงถึง 12.5% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ถูกจัดเก็บในอัตรา 10%

แม้ตัวเลขภาษีที่ออกมาจะดูไม่ต่างจากกรอบเดิมมากนัก และอาจยังไม่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อตัวเลข GDP หรือมูลค่าการส่งออกในระยะสั้น เนื่องจากภาคเอกชนได้เร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ไปล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก แต่ประเด็นที่ภาคธุรกิจไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ มาตรการภาษี 12.5% นี้ยังไม่ใช่ “ไพ่ใบสุดท้าย” ของสหรัฐฯ

ชำแหละมาตรา 301 “ไพ่ขู่” บนกระดานการค้าโลก

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า มาตรา 301 คือกระบวนการสอบสวนการค้าต่างประเทศว่ามีประเทศใดทำผิดกฎระเบียบหรือเอาเปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ลากยาวและสร้างแรงกดดันมหาศาล

สำหรับส่วนต่างภาษีของไทยที่ถูกเก็บ 12.5% สูงกว่าเพื่อนบ้านที่โดน 10% นั้น มีปัจจัยมาจากประเด็นเรื่องแรงงานบังคับ (Forced Labor) อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ มองว่าประเด็นนี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวและยังสามารถเจรจาตกลงกันได้ ในด้านการส่งออก แม้ช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงและไม่สามารถเติบโตในระดับ 15-20% ได้เหมือนครึ่งปีแรกจากการที่สหรัฐฯ เร่งนำเข้าล่วงหน้าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้ภาพรวมการส่งออกของไทยติดลบ

สิ่งที่ต้องระวังที่สุดไม่ใช่ตัวเลขภาษีในปัจจุบัน แต่เป็นยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ใช้มาตรา 301 เป็นเพียง “ไพ่ขู่” เพื่อกดดันให้ไทยยอมเข้าสู่เกมการเจรจาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และเปิดทางให้สินค้าสหรัฐฯ ทะลักเข้าสู่ตลาดไทย

ของจริงกำลังจะมา: เกมบีบเปิดตลาดเกษตรและบริการ

เป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯ หลังจากนี้ คือการกดดันให้ไทยเปิดตลาดรับสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ เนื้อหมู ถั่วเหลือง และข้าวโพด รวมไปถึงการบีบให้ไทยเปิดเสรีในภาคบริการทางการเงินและธุรกิจประกันภัยให้แก่บริษัทจากสหรัฐฯ

หากการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ไม่สามารถหาข้อสรุปหรือจุดสมดุลได้ สหรัฐฯ อาจหยิบยกมาตรการภาษีทับซ้อน (On-top Tariff) ขึ้นมาประกาศใช้เพิ่มเติมจากฐาน 12.5% เดิม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะกลายเป็นวิกฤตที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทยอย่างรุนแรง

เปิด 3 ทางรอด “ทีมไทยแลนด์” พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

เพื่อรับมือกับแรงกดดันทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น ดร.อมรเทพ ได้เสนอ 3 หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศ ได้แก่

1. เร่งเจรจาหาจุดสมดุล: ภาครัฐและทีมไทยแลนด์ต้องเดินหน้าเจรจาทางการค้าอย่างรวดเร็ว เพื่อกำหนดเงื่อนไขการเปิดตลาดที่ไม่ส่งผลกระทบจนลายเป็นวิกฤตต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและผู้ผลิตสินค้าเกษตรในประเทศ

2. เพิ่มมูลค่าจากสินค้านำเข้า: เปลี่ยนวิกฤตการนำเข้าสินค้าเกษตรต้นทุนต่ำจากสหรัฐฯ ให้เป็นโอกาส โดยใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) แล้วส่งออกไปจำหน่ายต่อในตลาดโลก

3. กระจายความเสี่ยงด้วย FTA: เร่งเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมรับคลื่นการย้ายฐานการลงทุน (FDI) จากจีนและประเทศต่างๆ ที่ต้องการหลบเลี่ยงสงครามการค้าเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออก

แม้การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวลงและไม่น่าจะเติบโตได้ถึงระดับ 15-20% เหมือนครึ่งปีแรก แต่ภาพรวมจะยังไม่ถึงขั้นติดลบ นอกจากนี้ วิกฤตสงครามการค้ายังซ่อนโอกาสครั้งใหญ่ของไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและอีกหลายประเทศที่ต้องการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ไทยรักษาศักยภาพการผลิตเพื่อส่งออกในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ชมคลิป youtube

ถอดสลักแนวคิด SME ไทยปี 69 ‘โตเร็ว’ สู่ ‘โตทน’ รับมือเศรษฐกิจผันผวน

Scroll to Top