ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) จัดกิจกรรมครั้งสำคัญ “Quality and Customer Experience Week 2025” ณ โรงงานอัจฉริยะบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเปิดพื้นที่ต้อนรับกลุ่มช่างไฟซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญ เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ตรงในสายการผลิต และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดสู่มือลูกค้า
กิจกรรม Quality and Customer Experience Week จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2025 นี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำเสนอภายใต้แนวคิดหลัก ‘Leading with Quality, Elevating Customer Experience: นำด้วยคุณภาพ และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “คุณภาพ” สำหรับองค์กรไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงกระบวนการหรือมาตรฐานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ ‘วิธีคิด วิธีทำ และความใส่ใจ’ ที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมองค์กร มุ่งเน้นการทำงานให้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง
ภายในงาน โรงงานชไนเดอร์ อิเล็คทริค บางปู ได้เปิดให้ลูกค้าช่างไฟเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรมเวิร์กชอปเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเพิ่มพูนทักษะความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มผลิตภัณฑ์เบรกเกอร์ RCBO ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันกระแสเกิน กระแสลัดวงจร และกระแสไฟรั่วไหล เพื่อเน้นย้ำความมั่นใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่จะส่งต่อไปยังผู้ใช้งาน
นิโคลัส ออลลิเยร์ ผู้อำนวยการโรงงานชไนเดอร์ อิเล็คทริค บางปู ประเทศไทย กล่าวถึงโอกาสนี้ว่า เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมระหว่างโรงงานกับกลุ่มลูกค้าช่างไฟ ซึ่งการเยี่ยมชมพื้นที่การผลิตนี้เป็นไปเพื่อเปิดรับประสบการณ์ด้านความปลอดภัยบนมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเป็นการแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นขององค์กรในการพัฒนาคุณภาพบนความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยตอกย้ำว่า “ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คุณภาพคือหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำ” และความปลอดภัยของลูกค้าคือสิ่งสำคัญอันดับแรกในการบริการและการพัฒนา
สำหรับ โรงงานชไนเดอร์ อิเล็คทริค บางปู ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่ปี 1990 หรือเป็นระยะเวลากว่า 35 ปี ถือเป็นโรงงานต้นแบบด้านการผลิตอัจฉริยะ (Smart Factory) ในประเทศไทย ผลิตสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ Miniature Circuit Breakers, RCBOs, Molded Case Circuit Breakers และอื่น ๆ โรงงานแห่งนี้ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นความเป็นเลิศในการดำเนินงาน แต่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในประเทศไทยได้มากกว่า 1,000 ตันต่อปี และได้รับการรับรองมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพ (ISO9001), สิ่งแวดล้อม (ISO14001), อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO45001) และการจัดการพลังงาน (ISO50001) ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศการผลิตแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด







