แบรนด์เครื่องดื่มที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับประวัติศาสตร์การต้มเบียร์แห่งแคว้นบาวาเรียยาวนานกว่า 770 ปี ประกาศรุกตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ มุ่งเปิดเซกเมนต์ “ซูเปอร์พรีเมียม” ที่ยังแทบไม่มีผู้เล่นรายใดครอบครอง หวังตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่แสวงหาเครื่องดื่มคุณภาพสูง รสชาติต้นตำรับ และคุณค่าเชิงวัฒนธรรม
โครงสร้างตลาดเบียร์ในประเทศไทยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนและครองส่วนแบ่งส่วนใหญ่โดย 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มุ่งเน้นการแข่งขันในตลาดกลุ่มแมส (Mass Production) เป็นหลัก ส่งผลให้สัดส่วนของเบียร์กลุ่มพรีเมียมและซูเปอร์พรีเมียมในไทยแทบจะเป็นศูนย์
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตลาดระดับสากลทั่วโลกที่กลุ่มเบียร์พรีเมียมมีสัดส่วนมาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-12% ของมูลค่าตลาดรวม
ช่องว่างขนาดใหญ่นี้จึงกลายเป็นโอกาสทองทางธุรกิจที่ไม่เน้นการลงไปแข่งขันด้านราคาหรือเน้นปริมาณการผลิตมหาศาล แต่เป็นการเข้ามาบุกเบิกและสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาเอง ภายใต้แนวคิดที่ว่าชีวิตสั้นเกินกว่าจะดื่มเบียร์คุณภาพต่ำ จึงเลือกลงทุนผลิตในปริมาณที่จำกัดแต่คัดสรรคุณภาพให้อยู่ในระดับสูงสุด เพื่อวางจำหน่ายในกลุ่มร้านอาหารระดับไฮเอนด์และโรงแรมชั้นนำ

เจาะต้นกำเนิดเบียร์ราชวงศ์บาวาเรีย
ต้นกำเนิดและมนต์เสน่ห์ของเบียร์สายพันธุ์นี้มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปถึง 740-770 ปี โดยโรงเบียร์แห่งแรกถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1260 ณ พระราชวังหลวงเก่าใจกลางนครมิวนิก ก่อนจะขยายสาขาไปมากกว่า 70 แห่งตลอดหลายศตวรรษ ในยุคกลางของยุโรป การดื่มน้ำเปล่าถือเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิตเนื่องจากแหล่งน้ำเต็มไปด้วยแบคทีเรียและเชื้อโรคร้ายแรง
การต้มเบียร์ที่มีระดับแอลกอฮอล์ต่ำจึงกลายเป็นกรรมวิธีทำให้น้ำสะอาด บริสุทธิ์ และปราศจากเชื้อโรค จนทำให้เบียร์กลายเป็นปัจจัยหลักในการบริโภคที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% ของการรับประทานอาหารทั้งหมดของชาวบาวาเรีย
ความสำคัญต่อชีวิตของผู้คนทำให้การควบคุมมาตรฐานกลายเป็นเรื่องจำเป็น จนนำไปสู่การตรากฎหมายความบริสุทธิ์ของเบียร์ หรือ German Purity Law ในปี ค.ศ. 1516 ซึ่งถือเป็นกฎหมายควบคุมอาหารและเครื่องดื่มที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งของโลกที่มีการบันทึกไว้ และยังคงมีการเก็บรักษาหนังสือตัวบทกฎหมายต้นฉบับอายุมากกว่า 500 ปีไว้จนถึงปัจจุบัน
โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้อย่างเรียบง่ายและเคร่งครัดว่า เบียร์แท้จะต้องผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติเพียง 3 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ ข้าวมอลต์ (มอลต์ข้าวบาร์เลย์) น้ำบริสุทธิ์ และฮอปส์ โดยห้ามใส่สารเคมี วัตถุเจือปน หรือเครื่องเทศมีพิษอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการกำหนดนิยามที่แท้จริงของเบียร์ และในขณะเดียวกันก็เป็นการจัดสรรทรัพยากรเพื่อปกป้องข้าวสาลีไว้สำหรับการทำขนมปังของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี ค.ศ. 1600 รัฐบาวาเรียประสบปัญหาภาวะวิกฤตทางการเงินและการคลังอย่างหนัก จึงได้มีการเข้าซื้อกิจการโรงเบียร์ที่มีสิทธิ์โบราณในการใช้ข้าวสาลีมาผลิตเบียร์ หรือที่เรียกว่า “ไวส์เบียร์” (Weissbier) ซึ่งนับเป็นการทำวิจัยและทดลองตลาดครั้งประวัติศาสตร์ และค้นพบว่าเบียร์ชนิดนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนและผู้เดินทางอย่างล้นหลาม
ข้อได้เปรียบทางเทคนิคที่สำคัญในยุคนั้นคือ เบียร์ลาเกอร์ทั่วไปจำเป็นต้องหมักในอุณหภูมิที่เย็นจัด ต้องตัดเก็บน้ำแข็งในฤดูหนาวและไม่สามารถต้มในฤดูร้อนได้ แต่ไวส์เบียร์สามารถผลิตได้ในอุณหภูมิสูง จึงสามารถผลิตได้ตลอดทั้งปีแม้ในฤดูร้อน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการปรับแก้กฎหมาย Purity Law ให้รวมมอลต์ข้าวสาลีเข้าไปด้วย พร้อมกำหนดให้เป็นสิทธิ์ผูกขาดการผลิตเฉพาะของราชวงศ์ยาวนานถึง 200 ปี ผ่านโรงเบียร์ที่สร้างขึ้นครอบคลุม 24 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลในการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงิน
นอกจากนี้ วัฒนธรรมเบียร์ดังกล่าวยังผูกโยงกับเทศกาลระดับโลกอย่าง อ็อกโทเบอร์เฟสต์ (Oktoberfest) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากงานเลี้ยงฉลองพิธีอภิเษกสมรสใจกลางนครมิวนิกที่มีการแจกเบียร์ให้ประชาชนดื่มฟรีตลอด 4 วัน 4 คืน ควบคู่กับการแข่งม้า ก่อนจะพัฒนาจนกลายเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ที่เบียร์นำเข้าส่วนใหญ่ต้องเผชิญ คือการขนส่งระยะไกลข้ามเส้นศูนย์สูตรที่กินเวลานาน 2-3 เดือนจนเบียร์เก่าและสูญเสียความสดใหม่ ทางแบรนด์จึงวางกลยุทธ์การผลิตในระดับภูมิภาคโดยเน้นเรื่องความสดเป็นหัวใจสำคัญ
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาจัดจำหน่ายในประเทศไทยผลิตขึ้นจากโรงเบียร์ในเมืองหูโจว ประเทศจีน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน โดยใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีมาตรฐานเยอรมันทั้งหมดจาก Ziemann มีโรงเบียร์ขนาดเล็กอยู่ภายในโรงเบียร์ขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถผลิตเบียร์สูตรเฉพาะตามสเปกได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งมีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด
โดยในทุกสัปดาห์จะมีการนำตัวอย่างเบียร์จากโรงเบียร์ในมิวนิกและสาขาต่างๆ ทั่วโลกมาทำการทดสอบรสชาติแบบปิดตา (Blind Tasting) ในเยอรมนีเพื่อเปรียบเทียบมาตรฐาน หากพบความคลาดเคลื่อนจะมีทีม Brewmaster บินตรงไปตรวจสอบและแก้ไขทันที สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ซับซ้อนและโรงเบียร์ขนาดเล็กยังมีมาตรฐานทางเทคนิคไม่เพียงพอ แต่ภายในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า หากสร้างปริมาณยอดขายได้แข็งแกร่งเพียงพอ ก็มีเป้าหมายระยะยาวที่จะตั้งฐานการผลิตโดยตรงในประเทศไทย
สำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย ได้นำเสนอเบียร์ระดับตำนาน 2 สไตล์ ได้แก่ เคอนิก ลุควิก ไวส์เบียร์ (König Ludwig Weissbier) และ คุลเทนแบร์ก รอยัล ลาเกอร์ (Kaltenberg Royal Lager) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ณ ห้องอาหารเวนติซี ชั้น 24 หรือที่ เรดสกายบาร์ ชั้น 56
–โอ้กะจู๋ ทรานส์ฟอร์มใหญ่รอบ 13 ปี ปรับไซซ์-เลิก Service Charge เชื่อมระบบสมาชิก 5 แบรนด์เครือ OKJ




