นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ (Bitcoin) ที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ว่า ยังไม่ถือว่าจบรอบขาขึ้น แต่ราคาถูกกดดันจาก 2 ปัจจัยหลัก ทั้งปัจจัยภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยเฉพาะของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี
ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบ ได้แก่:
- ความผิดหวังจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed): การประชุมครั้งล่าสุดส่งสัญญาณว่าอาจจะยังไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ทำให้ตลาดผิดหวังและกดดันสินทรัพย์เสี่ยง
- สภาพคล่องในตลาดถูกปิดกั้น: ปัญหาการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้การอนุมัติปล่อยเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดชะงัก
- ความกังวล “ฟองสบู่” ในหุ้นเทคและหุ้น AI: การเทขายหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังตลาดคริปโท
สำหรับปัจจัยเฉพาะของบิตคอยน์ พบข้อมูล On-chain ที่น่าสนใจ:
- นักลงทุนระยะยาว (Long-Term Holder) ทยอยขายทำกำไร: กลุ่มที่ถือบิตคอยน์มานานกว่าครึ่งปี ได้เทขายออกมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ราคาขึ้นไปจุดสูงสุด (ประมาณ $130,000) ซึ่งเป็นการล็อกกำไรในช่วงที่ใกล้เคียงกับช่วงพีคของวัฏจักรในอดีต (เช่น เดือน พ.ย. ปี 2021)
- ราคาอยู่ในช่วง Sideway Up: แม้จะมีการขายทำกำไร แต่ยังมีแรงซื้อจากกลุ่มลงทุนผ่าน ETF เข้ามา ทำให้ราคาโดยรวมในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาไม่ขึ้นแรงและไม่ลงแรงมากนัก
แนวโน้มยังเป็นขาขึ้น: ปัจจัยบวกยังหนุนราคา
นเรศ ให้ความเห็นว่า โอกาสที่ตลาดยังไม่เป็นขาลงมีสูงกว่าครึ่ง เนื่องจากมีปัจจัยบวกที่สำคัญคอยหนุนราคาอยู่:
- ดอกเบี้ยเป็น “ขาลง” ในภาพใหญ่: แม้จะยังไม่ลดดอกเบี้ยทันที แต่แนวโน้มใหญ่ของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังคงเป็นขาลง ซึ่งเป็นผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
- กฎหมายคริปโทในสหรัฐฯ: มีการเร่งผลักดันกฎหมายคริปโทเพื่อส่งเสริมการใช้ และมีการพิจารณากฎหมายที่อาจอนุญาตให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าซื้อบิตคอยน์เข้าคลังสำรองได้ ซึ่งจะเพิ่มดีมานด์อย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์การลงทุน: “สงครามความมั่นคง” ขับเคลื่อนตลาด 3 ปี
นเรศ แนะนักลงทุนว่า หากมองในเชิงกราฟเทคนิค หากราคายังยืนเหนือระดับ $100,000 ได้ ถือว่ายังมีหวังที่จะกลับตัวขึ้นไปต่อ และบริเวณราคานี้ถือเป็น จังหวะที่ดีในการเข้าสะสม
สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องตระหนักถึง คือ ธีมหลัก ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดคริปโทและหุ้นเทคในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือ “สงครามความมั่นคง” และ “สงครามการเงิน” ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน
สงครามค่าเงิน:
- สหรัฐฯ ผลักดัน Stablecoin เพื่อเพิ่มความต้องการเงินดอลลาร์ทั่วโลก เพราะการออก Stablecoin ต้องใช้ดอลลาร์จริงหนุน 100%
- จีน เน้น หยวนดิจิทัล (CBDC) และการตุนทองคำ เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์ และต้องการระบบการเงินแบบรวมศูนย์
- ผลกระทบ: การแข่งขันในด้านเทคโนโลยี, เทคโนโลยีอวกาศ, พลังงานนิวเคลียร์, ควอนตัม, และคริปโทฯ ทั้งหมดนี้คือเกมของความมั่นคงของสองประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะส่งผลให้มีการ อัดฉีดเงินทุนและแรงผลักดันมหาศาล เข้าสู่สินทรัพย์เหล่านี้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี
ข้อควรระวัง: การเข้าสู่สงครามเงินทุนนี้อาจนำไปสู่ “ฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก” ที่ถูกสร้างโดยรัฐบาลของสองประเทศใหญ่ นักลงทุนจึงควรศึกษา กราฟเทคนิค อย่างละเอียด หลีกเลี่ยงการไล่ราคา (ตื่นเต้นกับราคาเขียว) และใช้จังหวะราคาปรับย่อตัว (ราคาแดง) ในการเข้าซื้อสะสม







