ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงกว่า 1% ในการซื้อขายวันจันทร์ ขานรับความหวังด้านอุปทานพลังงานที่ผ่อนคลายลง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลง “หยุดยิงด้านพลังงาน” ระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานคลี่คลายลงชั่วคราว พร้อมช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียและดัชนีฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า สวนทางแรงกดดันจากเหตุการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ปรับลดลงเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับลดลงสู่ระดับประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับสัญญาก๊าซออยล์ ICE ที่ร่วงลง 3% แตะระดับ 1,436 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงการคลายตัวของแรงซื้อเก็งกำไรในตลาดพลังงานทันทีที่ข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกมา
ทรัมป์ ระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า ทั้งรัสเซียและยูเครนได้บรรลุข้อตกลงยุติการพุ่งเป้าโจมตีโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกันและกัน โดยมีผลบังคับใช้ทันที พร้อมกำชับไม่ให้ฝ่ายใดละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ทางด้านประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ระบุว่ายูเครนสนับสนุนการหยุดยิงและต้องการให้รัสเซียปฏิบัติตามเช่นกัน แม้ว่าในเบื้องต้นทางการเคียฟยังอยู่ระหว่างรอรายละเอียดความชัดเจน ขณะที่ฝ่ายรัสเซียยังไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการ
นอกจากข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ตลาดยังได้รับแรงกดดันฝั่งขาลงจากการคาดการณ์ปริมาณน้ำมันดีเซลที่จะเข้าสู่ระบบเพิ่มเติม หลัง ทรัมป์ เปิดเผยข้อตกลงจากการหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งรัสเซียจะส่งมอบน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาดโลกทันทีกว่า 300,000 ตัน (ราว 2.25 ล้านบาร์เรล) และเตรียมส่งมอบเพิ่มเติมอีก 500,000 ตันในเดือนพฤศจิกายน รวมถึงอีก 1 ล้านตันหลังจากนั้น ซึ่งอาจคิดเป็นปริมาณรวมมากกว่า 4 ล้านตัน
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกต่อการปรับลดลงของราคาน้ำมัน ดัชนีหลักในฮ่องกง ซิดนีย์ สิงคโปร์ เวลลิงตัน และมะนิลาต่างปิดแดนบวก เช่นเดียวกับดัชนีล่วงหน้าของสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์มองว่าตลาดการเงินเริ่มปรับลดการตอบสนองต่อเบี้ยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) และไม่มองว่าการเผชิญหน้าทุกครั้งจะนำไปสู่วิกฤตเงินเฟ้อในทันที
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงมีแนวโน้มผันผวนสูงและยังยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงในตะวันออกกลางยังไม่ยุติ หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนก่อเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านได้ติดต่อรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือแนวทางลดความขัดแย้งและพร้อมเป็นตัวกลางเจรจา
ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านภัยธรรมชาติจากพายุเฮอริเคนไอเซอัส (Isaias) ที่พัดขึ้นฝั่งบริเวณอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้ผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ต้องระงับกำลังการผลิตนอกชายฝั่งชั่วคราว แม้บริษัทพลังงานหลักอย่างเชลล์ เชฟรอน และบีพี กำลังเร่งส่งบุคลากรกลับเข้าพื้นที่เพื่อฟื้นฟูกำลังการผลิต ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการปรับฐานของราคาน้ำมันรอบนี้อาจยังจำกัด หากไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงหยุดยิงของรัสเซียและยูเครนจะสามารถรักษาไว้ได้ในระยะยาว







