วอชิงตัน ดี.ซี. — โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความคืบหน้าทางการทูตครั้งสำคัญ โดยเปิดเผยว่าอาจมีการบรรลุ “ข้อตกลงครั้งใหญ่” ในเร็วๆ นี้ เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งผลของข้อตกลงดังกล่าวอาจส่งผลครอบคลุมถึงทุกประเทศในยุโรป ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการพบปะหารือที่ทำเนียบขาวกับ คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษของวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหรือเงื่อนไขว่าข้อตกลงที่เสนอนั้นครอบคลุมประเด็นใดบ้าง พร้อมยอมรับว่าตนยังไม่ได้พบปะกับคณะผู้แทนฝ่ายยูเครน ซึ่งเดินทางมาเยือนกรุงวอชิงตันในวันเดียวกัน
การหารือแบบแยกเดี่ยวระหว่างทรัมป์และดมิทรีเยฟกลายเป็นจุดสนใจของแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ โดย เดอะวอชิงตันโพสต์ ชี้ว่าความเคลื่อนไหวนี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า สหรัฐฯ และรัสเซียกำลังแอบผลักดันกรอบความมั่นคงของยุโรปโดยปราศจากการมีส่วนร่วมโดยตรงของยูเครนหรือไม่
ก่อนหน้าการพบปะดังกล่าว ดมิทรีเยฟและตัวแทนเจ้าหน้าที่ยูเครนได้เดินทางมาร่วมงานที่ทำเนียบขาว ซึ่งจัดขึ้นโดย เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เพื่อเชิดชูบทบาทการเป็นคนกลางประสานงานจนทำให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 6 วัน ในเมืองโอเลชกี พื้นที่ยึดครองของรัสเซียในยูเครน ซึ่งเปิดทางให้สามารถอพยพพลเรือนหลายร้อยชีวิตออกจากพื้นที่สงครามได้สำเร็จ
ในมิติทางการทูตคู่ขนาน จาเร็ด คุชเนอร์ ผู้แทนและบุตรเขยของทรัมป์ ได้พบกับคณะเจ้าหน้าที่ยูเครน พันธมิตรองค์การนาโต (NATO) และเจ้าหน้าที่ยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อวางกรอบสิ่งที่เรียกว่าหลักประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน ตลอดจนโครงสร้างความมั่นคงในภาพกว้างของทวีปยุโรป
บรรยากาศความเคลื่อนไหวทางการทูตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ เป็นการเปิดฉากก่อนการเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครนโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 10-11 พ.ย. แม้ว่าทั้งมอสโกและเคียฟจะเริ่มหันหน้ากลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่จุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังคงมีช่องว่างห่างกันมาก โดยเฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการจัดการดินแดนและหลักประกันความมั่นคงในอนาคต
ที่มา Xinhua







