สงครามการค้า ทำจีนย้ายฐานตั้งโรงงานในไทยอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากเวียดนาม

44 views

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเด่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2020 ” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2563 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน จะยังคงยืดเยื้อ แต่ปัญหาสงครามการค้าที่เกิดขึ้น มีทั้งผลดี และผลเสีย

ซึ่งในส่วนของผลดีนั้น ทำให้ยอดขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมโต จากการที่จีนย้ายฐานการผลิตมานอกประเทศ โดยไทยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

โดยปีนี้กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เช่น กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มอีคอมเมิร์ซ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มยูทีนีตี้

ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า กลุ่มนักลงทุนไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ เข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก และขอให้เตรียมนิคมฯ เพื่อรองรับการลงทุน

โดยในนิคมฯของ WHA นักลงทุนจากจีนได้เข้ามาลงทุนแซงหน้าประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2561 – 2562 และคาดว่าในปีนี้นักลงทุนจีนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

“WHA ประเมินว่า จีดีพี ไทยปี 63 จะโต 3 % และไม่กระทบต่อยอดขายที่ดินในนิคมฯ แม้ว่าเงินบาทแข็งค่าจะเป็นปัจจัยกดดัน แต่ลูกค้าจะต้องไปปรับแผนการลงทุนของบริษัทเองเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต เพราะการลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเป็นการวางแผนทางธุรกิจในระยะยาว ปัญหาในระยะสั้นจึงไม่กระทบต่อแผนการลงทุนมากนัก” นางสาวจรีพร กล่าว

ทั้งนี้ผลสำรวจของ Business World เรื่องปริมาณการลงทุนจากต่างประเทศจากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐ พบว่าในปี 2561 มีเม็ดเงินทุนที่เข้ามาในอาเซียน สู่ประเทศไทยเป็นอันดับ 4 รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม

ส่วนบริษัทที่ย้ายฐานการลงทุนจากจีนมีทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเมื่อเปรียบเทียบเชิงจำนวนโรงงานจากจีนที่ย้ายออกมา พบว่า มีดังนี้คือ

อันดับ 1 เวียดนาม 26 โรง
อันดับ 2 ไทย 8 โรง
อันดับ 3 กัมพูชา 4 โรง
อันดับ 4 มาเลเซีย 3 โรง
อันดับ 5 อินโดนีเซีย 2 โรง

ความคาดหวังเอกชนในปีนี้ คือการที่ภาครัฐบาล ต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 และผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ อีอีซี ให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการเร่งขยายเขตการค้าเสรีในกรอบต่างๆ โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าและส่งเสริมการเติบโตของการส่งออกของไทย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการเตรียมกำลังแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอัพสกิจ และการรีสกิล กำลังแรงงานของไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ