ครม.อนุมัติร่วมทุน พีพีพีโครงการบ้านคนไทยประชารัฐ ช่วย ผู้มีรายได้น้อย ยูนิตละ 3.5-7 แสน กู้ยาว 30 ปี

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการบ้านคนไทยประชารัฐตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย จำนวน 2,757 ยูนิต ในพื้นที่ราชพัสดุ 8 แปลง 8 จังหวัด 4 ภาค พื้นที่รวม 317 ไร่ กรอบวงเงินสินเชื่อโครงการ 4,000 ล้านบาท และให้กองทุนประกันสังคมหารือกับกระทรวงการคลังในการนำเงินมาร่วมทุนอีก 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ให้ดำเนินการร่วมลงทุนแบบพีพีพี โดยกระทรวงการคลังพิจารณา โดยรัฐจะช่วยเหลือให้กับผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย 3% และปีที่ 4-5 ดอกเบี้ย MLR-ไม่เกิน 1% ระยะเวลากู้ 5 ปี เมื่อครบกำหนดเช่า 30 ปี ที่ราชพัสดุจะพิจารณาดำเนินการต่อไป
สำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย คือ 1.ประชาชนผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากบ้านเหลือจะพิจารณากลุ่ม 2.ประชาชนที่มีรายได้ ไม่เกิน 3.5 หมื่นบาท/เดือน และ 3.ประชาชนทั่วไปตามลำดับ โดยรัฐจะช่วยเหลือดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน เป็นสินเชื่อ ผ่อนปรนปีที่ 1-4 ดอกเบี้ย 2.75% ปีที่ 5-30 ปี กรณีรายย่อยดอกเบี้ย MRR-0.75% กรณีหักจากบัญชีเงินเดือน MRR-1% ต่อปี ระยะกู้ไม่เกิน 30 ปี วงเงินกู้ระหว่าง 3.5-7 แสนบาท/ราย
ด้านพื้นที่ 8 แปลง ได้แก่ 1.อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พื้นที่ 10 ไร่ 2.อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ พื้นที่ 6 ไร่ 3.อ.เมือง จ.อุดรธานี พื้นที่ 25 ไร่ 4.อ.เมือง จ.นครพนม 30 ไร่ 5.อ.แม่ทะ จ.ลำปาง 25 ไร่ 6.อ.เมือง จ.เชียงราย 4 ไร่ 7.อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 15 ไร่ และ 8.อ.เมือง จ.ขอนแก่น 30 ไร่
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 3 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายในที่ประชุม ครม.ให้ทุกหน่วยงานเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างใกล้ชิด ทั้งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้ลงทะเบียนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 11.6 ล้านคน และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่ได้ ลงทะเบียนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้
ทั้งนี้ รูปแบบการช่วยเหลือในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะเน้นเรื่องการสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะการผลักดันให้นำระบบแฟรนไชส์มาใช้ประโยชน์ในการสร้างอาชีพให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งการดูแลราคาสินค้าเกษตร ผลักดันให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และจะมีการใช้ประโยชน์จากการนำอินเทอร์เน็ตชุมชนมาเชื่อมโยงกับการค้าออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนได้มีช่องทางการขายผ่านอี-คอมเมิร์ซ ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเหล่านี้

Related Posts

Scroll to Top