นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า หากมีการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำเป็น 360 บาท จะกดดันให้ธุรกิจเอสเอ็มอีทุกประเภทอยู่ยากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ ใช้เครื่องจักรกระจายอยู่ในทุกภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจกดดันให้บางส่วนอาจต้องปิดกิจการลง
ทั้งนี้ ควรพิจารณาดังนี้ 1.ขึ้นตามตำแหน่งที่ตั้งไม่ใช่ขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศโดยอาจพิจารณาขึ้นเฉพาะกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองสำคัญ 2.เมื่อปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลให้แรงงานมีทักษะสูง ขอปรับขึ้นค่าแรงงานตาม ซึ่งจะกดดันแรงงานฝีมือ ขณะเดียวกันจะส่งผล กระทบต่อการดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่อาจย้ายฐานไปยังประเทศ ที่มีค่าแรงต่ำกว่า
“การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เป็น 360 บาท ถือเป็นการขยับขึ้นถึง 20% แต่ไม่กระทบต่อภาคอสังหาฯ มากนัก เนื่องจากปัจจุบันมีการจ้างแรงงานที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ” นายอธิป กล่าว
นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การปรับขึ้นราว 20% จะกระทบทุกอุตสาหกรรมทุกประเภทสินค้า ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวกันอีกครั้ง โดยอาจนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงาน และเลือกใช้วัสดุสำเร็จรูปมากขึ้น
ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำ ให้แรงงานหายากขึ้น ค่าจ้างแรงงานแพงขึ้น ถ้าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอยู่ในระดับที่ทุกฝ่ายรับได้ ก็จะไม่เป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์มาแทนที่เร็วนัก
นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ควรปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 360 บาท เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แรงงาน และควรปรับให้เท่าเทียมกันทั่วทั้งประเทศ



