รายงาน Ericsson Mobility Report (EMR) ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 เผยสถิติสำคัญในไตรมาสแรกของปี พบยอดผู้ใช้บริการ 5G บนเครือข่ายมือถือทั่วโลกพุ่งทะลุ 3.1 พันล้านรายแล้ว พร้อมคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะ 6.4 พันล้านรายภายในสิ้นปี 2574 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะมีผู้ใช้งานสูงถึง 670 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้งานมือถือทั้งหมดในภูมิภาค
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในรายงานฉบับนี้คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของปริมาณการรับส่งข้อมูล โดยผู้ให้บริการสื่อสารส่วนใหญ่พบว่า อัตราการเติบโตของทราฟฟิกขาขึ้น หรือ Uplink พุ่งแซงหน้าขาลง หรือ Downlink อย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งการใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ การแชร์คอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง (User-Generated Content: UGC) ยกระดับไปสู่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ และที่สำคัญคือปริมาณการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งโมเดลของอีริคสันคาดว่า ปริมาณการใช้งาน AI จะขับเคลื่อนให้ทราฟฟิก Uplink ในปี 2574 สูงกว่าปี 2568 ถึง 3 เท่าตัว
สำหรับประเทศไทย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนผู้ใช้บริการ 5G อยู่ที่ 33 ล้านราย (คิดเป็น 36% ของผู้ใช้มือถือทั้งหมด) และคาดว่าจะเติบโตก้าวกระโดดไปถึง 93 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 92% ภายในปี 2574 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการบริโภคข้อมูลในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงจำเป็นต้องวิวัฒนาการจากการเชื่อมต่อทั่วไป ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) เพื่อรองรับการไหลเวียนของข้อมูลประสิทธิภาพสูง
ปัจจุบันมีผู้ให้บริการสื่อสารทั่วโลกราว 390 รายที่เปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์แล้ว โดยในจำนวนนี้มีมากกว่า 90 รายที่เปิดให้บริการระบบ 5G Standalone (SA) ซึ่งเทคโนโลยีนี้ควบคู่กับการลงทุนในคลื่นความถี่ Mid-Band โดยเฉพาะย่าน 3.5 GHz จะช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อที่แตกต่างกัน (Differentiated Connectivity) ผ่านเทคโนโลยี Network Slicing หรือการล็อกช่องสัญญาณเครือข่ายเพื่อรับประกันประสิทธิภาพการใช้งานเฉพาะด้าน ซึ่งบริการลักษณะนี้กำลังเติบโตจากกลุ่มผู้เริ่มใช้งานในระยะแรก ไปสู่การสร้างมูลค่าหลักในเชิงพาณิชย์ โดยเพิ่มขึ้นจาก 65 บริการในปลายปีที่แล้ว มาเป็น 84 บริการในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในภาพรวมไตรมาสแรกของปี 2569 ปริมาณการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายมือถือและ Fixed Wireless Access (FWA) ทั่วโลก เติบโตขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ โดยมีตลาดอินเดียและอเมริกาเหนือเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสู่เทคโนโลยี 6G โดยเริ่มมีการหารือด้านข้อกำหนดมาตรฐานชุดแรกที่ขับเคลื่อนด้วย AI-Native 6G คาดว่าจะสรุปแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2571 ถึงต้นปี 2572 และน่าจะเริ่มเห็นการเปิดตัวบริการ 6G เชิงพาณิชย์แรกในปี 2573 โดยมีกลุ่มประเทศผู้นำเทคโนโลยีอย่าง สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มนำมาใช้งาน
–หัวเว่ย จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ลุยวิจัย 5G-Advanced และ AI ขับเคลื่อนไทยสู่ผู้นำนวัตกรรมอัจฉริยะ






