นายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจ ท่องเที่ยวภายในประเทศ เปิดเผยว่า กลางสัปดาห์หน้า สมาคมจะหารือผู้ประกอบการซึ่งเป็นสมาชิกหลายภูมิภาคทั่วประเทศ ถึงผลกระทบและแนวทางการเยียวยาผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวหลังการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน เพื่อสะท้อนไปยังภาครัฐบาล โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งน้อยรายที่เข้าสู่รระบบจัดทำบัญชี และฐานภาษี เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริการภาคขนส่งขนาดเล็กในชุมชน ซึ่งอาจกระทบต่อการจ้างงานได้ โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตซึ่งถูกปรับอยู่ในกลุ่มค่าจ้างแรงงานสูงสุด ที่ 330 บาทต่อวัน เบื้องต้นมองว่า การกำหนดให้เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2561 นั้นเร็วเกินไป หากเป็นไปได้เป็นช่วงครึ่งปีหลังยังพอมีเวลาปรับตัว หลังธุรกิจประเมินผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากปัจจุบันมีเงื่อนไขทางข้อกฎหมาย ที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามเพิ่มขึ้นมาก และส่งผลต่อต้นทุนผู้ประกอบการทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบเป็นเรื่องดี แต่ควรให้เวลาปรับตัว อีกทั้งมาตรการเยียวยาที่ให้หักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าของค่าจ้างแรงงานนั้น ไม่ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการตรงจุด เพราะรายย่อยไม่ได้เข้าสู่ระบบ แต่หากจะช่วยควรเป็นเรื่องการสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน กู้ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจ ท่องเที่ยวภายในประเทศ ประเมินว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ โรงแรม ร้านอาหาร เพราะเป็นการจ้างงานรายวันตามฤดูกาลท่องเที่ยว ต้องปรับขึ้นทันทีเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ ส่วนกลุ่มที่ได้ค่าจ้างสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด รวมไปถึงรายเดือน เช่น คนขับเรือสปีตโบท ตลาดจะใช้เวลาในการปรับตัวในช่วง 6-7 เดือน ส่วนกลุ่มที่ไม่เป็นผลเลย คือ มัคคุเทศก์ เพราะมีค่าจ้างขั้นต่ำสูงถึงวันละ 1,000 บาทอยู่แล้ว ตามระเบียบเฉพาะของอาชีพนี้ ด้านนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสั้นๆแต่เพียงว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินอะไรได้ ขอหารือกรรมการในวันจันทร์หน้า (22 มกราคม 2561) ก่อน แต่เบื้องต้นการขึ้นแตกต่างในแต่ละพื้นที่นั่นเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้



