นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวในการประกาศแผนธุรกิจประจำปีของกลุ่มว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 4 % โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวกในหลายหลายด้าน ทั้งด้านกำลังซื้อของประชาชนที่ฟื้นตัว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ที่จะช่วยขับเคลื่อนไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรม แต่รวมถึงธุรกิจบริการด้วย อีกทั้งความชัดเจนทางการเมืองที่น่าจะเกิดการเลือกตั้งขึ้นในปีหน้า
ทำให้ทางกลุ่มเซ็นทรัล ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 397,308 ล้านบาท โต 14 % จากปี 2560 พร้อมเดินหน้าลงทุน 47,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.8 % โดยได้วางยุทธศาสตร์นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี ระยะ 5 ปี ตั้งแต่ 2561-2565 ขยายธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้าขยายร้านค้าจาก 4,970 แห่งใน 38 จังหวัด เป็น 7,509 แห่ง ใน 52 จังหวัดทั่วประเทศ และคาดว่าจะทำให้รายได้ของกลุ่มก้าวสู่ระดับ 800,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปี ข้างหน้า
โดยหากนับเฉพาะในปีนี้ จะมีร้านค้าต่างๆ เปิดตัวใหม่กว่า 439 แห่ง ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ท็อปส์ พลาซ่า พะเยา, เซ็นทรัลเวิลด์ โฉมใหม่, โรบินสันไลฟ์สไตล์ อมตะ ชลบุรี, เซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์ และสวีท โดฮา ประเทศกาตาร์, ห้างสรรพสินค้าเซน ป่าตอง ภูเก็ต และศูนย์การค้า ไอซีตี้ ซึ่งเป็นศูนย์แห่งแรกของซีพีเอ็นในมาเลเซีย เป็นต้น
พร้อมกันนี้ยังขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเป็นเทคคอมปานี และมุ่งเป้าสู่ดิจิไลฟ์แพลทฟอร์ม ในทุกกลุ่มธุรกิจของเซ็นทรัล เชื่อมต่อการช้อปปิ้ง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยในปีที่ผ่านมายอดขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ของกลุ่มมีอยู่กว่า 6,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2 % ของยอดขายกลุ่มและในปีนี้จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 4 % ซึ่งล่าสุดได้ร่วมทุน 17,500 ล้านบาท กับ JD.com ยักษ์อีคอมเมิร์สจากจีน ตั้ง JD central มาร์เก็ตเพรสในชื่อ JD.co.th เพื่อเป็นช่องทางเข้าถึงสินค้าของกลุ่มธุรกิจเซ็นทรัล และช่วยนำสินค้าไทย โดยเฉพาะจาก SME สู่ตลาดโลก ซึ่ง คาดว่าจะผลักดันให้ Central ก้าวขึ้นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ และยังส่งผลให้เซ็นทรัล เกิดธุรกิจโลจิสติกในการขนส่งสินค้าออนดีมานด์รายใหญ่ของประเทศ รวมถึงการเป็น ฟินเทค ที่ให้บริการด้านการเงินแก่ลูกค้าอย่างครบวงจร อีกด้วย



