สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เตรียมเปิดจดทะเบียนให้บริการ “โดรนส่งของ” ภายในปลายปีนี้ หลังหารือทุกฝ่ายยืนยันความพร้อม เดินหน้าทดสอบเสมือนจริงบินโดรนส่งของข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มิ.ย.นี้
พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูระบบนิเวศนวัตกรรมโดรน (Ecosystems) ณ วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ UAV Regulatory Sandbox ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ทำการทดสอบ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโดรน โดยในปี 2568 CAAT จะเร่งผลักดันให้เกิดการใช้ “โดรนขนส่ง” ในเขตเมือง ซึ่งขณะนี้ CAAT ได้หารือร่วมกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ศูนย์บริหารจัดการห้วงอากาศ (ประเทศไทย) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชนที่สนใจ เพื่อวางแผนพื้นที่และวิธีการทดสอบการใช้โดรนขนส่งในเขตกรุงเทพมหานคร คู่ขนานไปกับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่เริ่มจัดทำร่าง พ.ร.บ. การใช้งานโดรน เพื่อการขนส่งและโลจิสติกส์แล้ว โดยในอนาคต CAAT จะพิจารณาในการออกใบอนุญาตการใช้โดรนขนส่งนี้ให้กับภาคเอกชนที่มีความพร้อมต่อไป
เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มดำเนินการทดสอบในพื้นที่จริง โดยใช้โดรนขนส่งสินค้าน้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม บินส่งของข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอาคาร สำนักงาน NT บางรัก ภายในเดือน มิถุนายนนี้ ซึ่งเร็วกว่าแผนราว 4 เดือน เนื่องจากการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายพบว่าต่างมีความพร้อม
สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีการสาธิตโดรนขนส่ง จากบริษัท เอวิลอน โรโบทิคส์ จำกัด ขนส่งยาและเวชภัณฑ์ โดยใช้โดรน Gryphon EX ในระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งบริษัท เอวิลอน ได้ปฏิบัติการขนส่งจริงในพื้นที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม นำส่งยาจากโรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัยไปยังสถานีสุขภาพในชุมชน ช่วยให้ผู้ป่วยในพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยผู้ป่วยสามารถใช้บริการห้องผู้ป่วยนอกเสมือน (Virtual OPD) ที่สถานีสุขภาพ และได้รับยาและเวชภัณฑ์ผ่านทางโดรน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ในชุมชน เป็นการลดการแออัดในโรงพยาบาล และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ป่วยในการเข้าถึงการบริการ โดรนขนส่งจึงเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการให้แก่ทุกภาคส่วนในหลาย ๆ ด้าน เช่น เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสินค้ารวดเร็วขึ้น ช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการในด้านการใช้น้ำมันและค่าบำรุงรักษา ลดปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนน รวมถึงลดการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นอกจากนี้ในปี 2568 CAAT จะเริ่มทำการรับรองศูนย์ฝึกอบรมและหลักสูตรการฝึกอบรมผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ที่จะช่วยผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมโดรนให้มีความรู้ด้านการบิน กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบินโดรน และมีทักษะความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีโดรนอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ CAAT ยังมี
แผนปรับปรุงพัฒนากฎระเบียบเพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโดรนให้ก้าวไปข้างหน้า ได้แก่
1. การจัดทำกฎระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอนุญาตโดรนประเภทความเสี่ยงปานกลาง (Specific Category) เพื่อให้ครอบคลุมการปฏิบัติการบินที่หลากหลายและเป็นระบบมากขึ้น
2. การปรับปรุงรูปแบบของกฎระเบียบในรูปแบบ TCARs เพื่อรองรับการแบ่งประเภทของการปฏิบัติ การบินตามความเสี่ยง และมีรูปแบบของกฎระเบียบที่เป็นสากลมากขึ้น
3. กฎระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องการการปฏิบัติการบิน เช่น กฎระเบียบเกี่ยวกับการทำการบินนอกระยะสายตา (Beyond Visual Line of Sight : BVLOS) การปรับปรุงและใช้งานห้วงอากาศ รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อยืนยันตัวตนและแสดงตำแหน่งสำหรับโดรน เป็นต้น
4. การปรับปรุง พ.ร.บ. การเดินอากาศฯ เพื่อให้กฎหมายแม่บท เหมาะสมกับการกำกับดูแลโดรน ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงรองรับโดรนซึ่งกำลังถูกนำมาพัฒนาใช้ในการขนส่งมวลชนในอนาคตอันใกล้นี้
5. การออกคู่มือและแนวปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ขออนุญาตและผู้บังคับมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เป็นรูปแบบเดียวกัน
6. การผลักดันให้เกิดการใช้ “โดรนขนส่ง” ในเขตเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
CAAT คาดการณ์ว่าอนาคตอันใกล้นี้ ไทยจะมีโดรนหลากหลายประเภทไม่ต่ำกว่า 1 ล้านลำ การกำกับดูแลการใช้โดรนจึงต้องขึ้นอยู่ประเภทความเสี่ยง ซึ่งตามมาตรฐานสากลจะแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. ความเสี่ยงต่ำ กลุ่มใช้เพื่อความบันเทิงทั่วไป เช่น โดรนถ่ายภาพและวิดีโอทางอากาศ 2. ความเสี่ยงปานกลาง กลุ่มธุรกิจ เช่น โดรนเกษตร โดรนสำรวจและตรวจสอบ และ 3. ความเสี่ยงสูง กลุ่มโดรนที่มีการขนส่งผู้โดยสาร หรือโดรนขนสินค้าขนาดใหญ่ ดังนั้นจะมีหน่วยงานอื่น ๆ ตามหน้าที่ความรับผิดชอบเข้ามากำกับดูแลด้วย จึงเป็นความท้าทายของ CAAT ในการพัฒนาระบบกำกับดูแล และกลไกต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโดรนให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและการใช้โดรนที่ทันสมัย การกำหนดมาตรฐานบุคลากรในอุตสาหกรรมโดรนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน การนำเทคโนโลยีระบบสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ในการกำกับดูแลเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการประสานและร่วมมือทั้งในและต่างประเทศในการผนึกกำลัง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภารกิจที่ CAAT
จะเป็นผู้นำพัฒนาและขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมโดรนของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
–รมว.สุริยะ เผย FAA คืน CAT1 ปลดล็อกสายการบินของไทย บินตรงเข้าสหรัฐฯ ได้ ในรอบเกือบ 10 ปี







