จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ซิสโก้ “Cisco” และ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) (MFEC) ประกาศความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการ “CU Living ARCH 5.0” ซึ่งนับเป็น สถาปัตยกรรม Digital Twin ที่ตอบสนองและขับเคลื่อนด้วย AI แห่งแรกของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นต้นแบบในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ ตามวิสัยทัศน์สังคม 5.0
โครงการนี้ถือกำเนิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของจุฬาฯ ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้ริเริ่มจัดเก็บข้อมูล Building Information Modeling (BIM) มาตั้งแต่ปี 2013 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.3 ล้านตารางเมตร แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียง “กล่องเปล่า” ที่รอการใช้งานจริงหลังการก่อสร้าง
โครงการ CU Living ARCH 5.0 จึงเป็นภารกิจสำคัญในการยกระดับจาก “Digital Shadow” (เงาดิจิทัล) ซึ่งเป็นการรับข้อมูลฝ่ายเดียว สู่ “Digital Twin” อย่างสมบูรณ์แบบ ที่ทำให้อาคารสามารถ “พูดคุยและสื่อสาร” ข้อมูล และสามารถ “คิดและทำงานร่วมกับมนุษย์” ได้
ปลุกชีวิตอาคารสู่ห้องปฏิบัติการจริงระดับสากล
ในระยะแรกของการดำเนินงานตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ Cisco Country Digital Acceleration (CDA) ทีมนักวิจัยได้ทำการ “ปลุกชีวิต” อาคารพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ให้กลายเป็น ห้องปฏิบัติการจริง (Living Laboratory) โดยเริ่มได้รับข้อมูลจริงจากการติดตั้งระบบครบวงจรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ซิสโก้ ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยี ได้วางโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายความปลอดภัยสูง ประกอบด้วย Cisco Catalyst Platform และอุปกรณ์ Meraki IoT Device ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์เกรดอุตสาหกรรมจำนวน 30 ตัว ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลแบบ Telemetry อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลสำคัญที่ถูกจัดเก็บและแสดงผลทุก 15 นาที (ตามมาตรฐานมิเตอร์ไฟฟ้า) ได้แก่ อุณหภูมิ คุณภาพอากาศ (เช่น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ สารระเหย) การใช้พลังงาน และการวิเคราะห์การใช้พื้นที่และจำนวนผู้สัญจร
หัวใจสำคัญของระบบคือ Cisco Spaces แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลตามตำแหน่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็น Engine ในการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล (กว่า 15,000 Slot ต่อวัน) นอกจากนี้ เทคโนโลยีของซิสโก้ยังถูกออกแบบให้ ฝังฟังก์ชันด้านความปลอดภัย (Security Function) เข้าไปในโครงข่าย เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานและสอดคล้องกับข้อกำหนดด้าน PDPA
MFEC ในฐานะผู้วางระบบและบูรณาการเทคโนโลยี ได้นำประสบการณ์ด้าน IoT และแพลตฟอร์ม MIIoT (MFEC Intelligent IoT) มาเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมด และพัฒนา Dashboard ที่มีความเฉพาะเจาะจงสำหรับสองกลุ่มผู้ใช้งาน คือ ทีมวิศวกรที่ต้องการข้อมูลเชิงเทคนิค และผู้บริหารที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บแบบรวมศูนย์บน Cloud เพื่อรองรับการขยายขนาดของโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตัดสินใจที่แม่นยำและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
ข้อมูลเรียลไทม์ที่ได้รับจาก Digital Twin ช่วยให้ผู้บริหารอาคารเปลี่ยนจากการบริหารจัดการบนพื้นฐานของ “การคาดการณ์” หรือ “การซ่อมบำรุงเมื่อเกิดความเสียหาย” สู่ การบริหารจัดการเชิงรุก ตัวอย่างการใช้งานจริงที่เกิดขึ้น:
- ยกระดับคุณภาพชีวิต: ข้อมูลปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และอุณหภูมิที่เหมาะสมจะถูกนำมาใช้เพื่อปรับสภาพแวดล้อมในห้องเรียนอัตโนมัติ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสมาธิและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนิสิต
- การจัดการความเสี่ยงเชิงรุก: ระบบสามารถนำข้อมูลความชื้น อุณหภูมิ และปริมาณฝุ่น มาวิเคราะห์ร่วมกับคุณสมบัติของวัสดุ (จากโมเดล BIM) เพื่อคาดการณ์และป้องกันการเกิดปัญหา เช่น เชื้อรา
- การตอบสนองต่อสถานการณ์: หากเซ็นเซอร์ตรวจพบค่าผิดปกติ เช่น PM 2.5 เกินกำหนด ระบบไม่เพียงแต่แสดงตัวเลขบน Dashboard เท่านั้น แต่จะแสดง “Action” ที่กำลังดำเนินการอยู่ เช่น “กำลังเปิดระบบเติมอากาศ” เพื่อสื่อสารกับผู้ใช้งานอาคารถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
โครงการ CU Living ARCH 5.0 ได้นำไปสู่การพัฒนา New IoT Drawing และ New Process ในการทำงาน ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอาคารอื่นๆ ได้ต่อไป
แผนการขยายผลในอนาคต: จากต้นแบบสู่ Smart City
โครงการ CU Living ARCH 5.0 ถูกวางแผนให้เป็นไปตามลำดับขั้น โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะเชื่อมต่อกับข้อมูล BIM ทั้งหมด 1.3 ล้านตารางเมตรของจุฬาฯ และเป็นต้นแบบในระดับประเทศ โดยมีรายละเอียดแผนงานดังนี้
เป้าหมายในระยะใกล้ (ปี 2569)
- บรรลุ Digital Twin เต็มรูปแบบ: ภายในงาน Expo เดือนพฤษภาคม 2569 โครงการจะแสดงให้เห็นถึงการทำงานของ Digital Twin อย่างแท้จริง โดยที่ AI เข้ามามีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ข้อมูล และส่งผลลัพธ์ไปดำเนินการ (Feedback) กับอาคารได้
- เปิดใช้งาน AI Function: คาดว่าจะสามารถใช้งานฟังก์ชัน AI เพื่อตอบโจทย์การบริหารจัดการได้อย่างเต็มรูปแบบในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
- ขยายพื้นที่นำร่อง: หลังจากประสบความสำเร็จในพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร จุฬาฯ มีแผนขยายพื้นที่โครงการไปยังอาคารเพิ่มเติมภายในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์อีก 28,000 ตารางเมตร โดยเฉพาะการลงทุนด้าน Energy 5.0 ซึ่งจะเป็นการแบ่งโซนการใช้พลังงาน 80 โซน เพื่อวัดประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าอย่างละเอียด
วิสัยทัศน์ระดับประเทศและการขยายผล
- ขยายสู่มิติความปลอดภัย (ภัยพิบัติ): โครงการมีแผนที่จะขยายขอบเขตการใช้งานไปยังด้านความปลอดภัย เช่น การจำลองสถานการณ์และการตอบสนองต่อภัยพิบัติ (อาทิ กรณีเกิดเพลิงไหม้) โดยระบบจะสามารถปรับเส้นทางและอุปกรณ์นำทางฉุกเฉิน (ไฟ) ให้ทำงานได้อย่างชาญฉลาดและเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำทางผู้อพยพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การประยุกต์ใช้แบบ Case-by-Case: โครงการนี้จะถูกนำเสนอเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่น ๆ ได้ โดยยึดหลักการตั้งโจทย์ความต้องการและระดับของโซลูชันที่แตกต่างกัน:
- สถาบันการศึกษา: มุ่งเน้นการใช้พลังงาน ความปลอดภัย และ Well-being ของผู้ใช้งาน
- Smart Hospital: มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยและความปลอดภัยเป็นหลัก
- อาคารเชิงพาณิชย์และสมาร์ทซิตี้: มุ่งเน้นความยั่งยืน การประหยัดพลังงาน และการจัดการพื้นที่อย่างคุ้มค่า
- สร้างความร่วมมือระดับประเทศ: ทั้งจุฬาฯ, ซิสโก้, และ MFEC เปิดกว้างในการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อสร้างแนวร่วมและขยายต้นแบบนี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
โครงการ CU Living ARCH 5.0 จึงเป็นรากฐานที่ไม่ได้จบลงแค่การวิจัย แต่เป็นการลงทุนที่สร้าง Layer of Data อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การลงทุนในมิติถัดไป (เช่น ความปลอดภัย, Well-being) มีความคุ้มค่าและเป็นไปได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ เกื้อกูลและเป็นมิตรระหว่างอาคารกับมนุษย์ เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคดิจิทัล

คำกล่าวผู้บริหารเน้นย้ำคุณภาพชีวิตและความยั่งยืน
ศ.ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร, รองคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นย้ำว่า โครงการนี้เป็นมากกว่างานวิจัย แต่เป็น แพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้ สร้างสรรค์นวัตกรรม และแบ่งปันความรู้ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสภาพแวดล้อมอาคารที่ตอบสนองได้ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของคณะฯ ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เพิ่มคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
วีระ อารีรัตนศักดิ์, กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้วิสัยทัศน์สังคม 5.0 ที่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เป็นศูนย์กลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นจริงได้ ด้วยการใช้ประโยชน์จาก AI และนวัตกรรมดิจิทัล และพร้อมที่จะร่วมมือในการนำความรู้และประสบการณ์จากโครงการไปขยายผลสร้างต้นแบบอาคารอัจฉริยะทั่วประเทศ
ดำรงศักดิ์ รีตานนท์, หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและการบูรณาการ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) มองว่าความร่วมมือนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการจัดการอาคารในประเทศไทย โดยสิ่งที่สร้างขึ้นคือ ต้นแบบที่สามารถนำไปขยายผลได้ สู่การสร้างพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำงานที่ชาญฉลาดและยั่งยืนยิ่งขึ้น โดยมีคุณภาพชีวิตของผู้คนเป็นหลัก







