ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดทองคำเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงจนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มกังวล หลังจากราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนจนหลุดแนวรับสำคัญ โดยราคาทองคำโลกหลุดระดับ 4,000 เหรียญต่อออนซ์ และราคาทองไทยหลุดแนวรับที่ 63,000 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะมีการสวิงตัวกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบปัจจุบันที่ประมาณ 4,020 เหรียญต่อออนซ์ และทองไทยอยู่ที่ประมาณ 63,500 บาท
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ได้ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินทิศทางตลาดทองคำในช่วงครึ่งปีหลังไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อให้นักลงทุนได้ปรับกลยุทธ์อย่างเท่าทันสถานการณ์
3 ปัจจัยหลักกดดันตลาดทองคำในระยะสั้น
จากการประเมินพบว่า ภาพรวมในระยะสั้น (ช่วง 3 เดือนจากนี้) ราคาทองคำยังคงอยู่ในทิศทางขาลง โดยมีปัจจัยกดดันหลัก 3 ประการ คือ:
- กระแสข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด (Fed): แม้เครื่องมือทางการเงินจะวิเคราะห์ว่าโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยช่วงเดือนกันยายนจะมีสัดส่วนแบบ 50-50 แต่ตลาดทองคำได้ซับรับข่าวร้ายนี้ล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว
- ดอลลาร์แข็งค่าทุบสถิติ: ค่าเงินดอลลาร์อินเดกซ์ (Dollar Index) ปรับตัวแข็งค่าทะยานทำ New High ใหม่ในรอบหลายปีที่ระดับ 1.2 ดอลลาร์อินเดกซ์
- เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด: ตัวเลข GDP สหรัฐฯ ล่าสุดเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ 2.1% (จากเดิม 1.6 – 1.7%) โดยได้แรงหนุนหลักจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ระดับโลก (7 นางฟ้า) ส่งผลให้เกิดแรงเทขายทองคำอย่างหนักในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม สัญญาณบวกที่อาจทำให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ยคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent Oil ที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่บริเวณ 73 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า และทำให้เฟดอาจเลือกทรงอัตราดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก่อนที่ดอกเบี้ยจะกลับเข้าสู่ทิศทางขาลงในระยะยาวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เปิดกรอบราคาทองคำครึ่งปีหลัง และเป้าหมายปลายปี
กรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ ดังนี้:
ช่วง 3 เดือนจากนี้ (แนวโน้มขาลง)
- ทองคำโลก: แนวรับสำคัญ 3,700 เหรียญต่อออนซ์ | แนวต้าน 4,200 เหรียญต่อออนซ์
- ทองไทย: แนวรับสำคัญ 62,000 บาท | แนวต้าน 64,000 บาท
ช่วงปลายปี (พฤศจิกายน – ธันวาคม) ราคาทองคำมีโอกาสพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากปัจจัยบวกด้านเทศกาลปลายปี และทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัวหรือลดลง
- ทองคำโลก: คาดการณ์ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 4,500 – 4,800 เหรียญต่อออนซ์
- ทองไทย: คาดการณ์ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 68,000 – 72,000 บาท
เป้าหมาย 80,000 บาท มีลุ้นปีหน้า! สำหรับเป้าหมายราคาทองไทยที่ระดับ 80,000 บาทนั้น นพ.กฤชรัตน์ ประเมินว่าหมดสิทธิ์เห็นภายในปีนี้เนื่องจากราคาปรับลดลงมาลึก แต่มีโอกาสลุ้นอย่างมากในปีหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการลดดอกเบี้ยของเฟด กระแส De-dollarization (การลดการพึ่งพาดอลลาร์) และการที่ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาเดินหน้าสะสมทองคำเพิ่มมากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน: “ติดดอย” ต้องทำอย่างไร? “มือใหม่” จังหวะช้อนหรือยัง?
สำหรับผู้ที่ถือครองทองคำอยู่ หรือกำลังมองหาโอกาสเข้าลงทุน มีคำแนะนำแยกตามกลุ่มดังนี้:
- กลุ่มนักลงทุนที่ติดดอย: หากเงินที่นำมาลงทุนเป็น “เงินเย็น” แนะนำให้ถือครองต่อไปในระยะยาว (มากกว่า 1 ปีขึ้นไป) เนื่องจากผลตอบแทนจะกลับสู่สภาวะปกติและมีโอกาสกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ให้หาจังหวะทยอยขายออกบางส่วนเมื่อราคารีบาวด์ (ดีดตัวสูงขึ้น)
- กลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่: จังหวะนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมากในการเริ่มสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว โดยแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ “ทยอยช้อนซื้อแบบแบ่งเงินเป็นสัดส่วน” เช่น แบ่งซื้อทีละ 10% ของเงินทุน ในทุกๆ ครั้งที่ราคาทองไทยอ่อนตัวลงมาประมาณ 200 – 400 บาท
การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ การวางแผนการเงินที่รอบคอบและลงทุนอย่างมีสติ จึงเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนในยุคนี้
ฟังคลิป คลิก







