ตลาดการเงินและตลาดทุนทั่วโลกขานรับข่าวดีครั้งใหญ่ หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านประกาศบรรลุข้อตกลงกรอบสันติภาพ เพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทะยานขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงทันทีเนื่องจากความกังวลด้านอุปทานพลังงานเริ่มคลี่คลาย
ตลาดหุ้นเอเชียบวกรับข่าวดี ดัชนีนิกเกอิส่อแววทุบสถิติสูงสุด
หลังจากการประกาศข้อตกลงดังกล่าว ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพุ่งทะยานขึ้นอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งได้รับอานิสงส์มากที่สุดจากราคานำเข้าพลังงานที่มีแนวโน้มลดลง
- ดัชนี Nikkei 225 (ญี่ปุ่น): พุ่งขึ้น 5.5% ในช่วงเช้าวันจันทร์ และมีแนวโน้มที่จะปิดตลาดด้วยระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- ดัชนี Kospi (เกาหลีใต้): ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 5.7%
- ดัชนีตลาดหุ้นฟิลิปปินส์: ทะยานขึ้น 6% ซึ่งเป็นการบวกแรงที่สุดในรอบ 6 ปี
- ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย: ปรับตัวขึ้นราว 4% พร้อมเงินรูเปียห์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
- ดัชนี Taiex (ไต้หวัน): ขยับขึ้น 2.7%
- ดัชนี S&P/ASX 200 (ออสเตรเลีย): เพิ่มขึ้นราว 1.3% – 1.5%
- ดัชนี Hang Seng (ฮ่องกง): ปรับตัวขึ้น 0.5% – 1%
สำหรับฝั่งสหรัฐฯ ดัชนีฟิวเจอร์สปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี S&P 500 ฟิวเจอร์ส บวกขึ้น 1.2% และ Nasdaq Composite ฟิวเจอร์ส ทะยานขึ้น 1.8% ขานรับทิศทางเชิงบวกของตลาดโลก
ราคาน้ำมันร่วงแรง-ทองคำพุ่งสูงสุดในรอบสัปดาห์
ด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดิ่งลงมากกว่า 4% โดยน้ำมันดิบเกณฑ์ Brent ปรับตัวลดลงไปต่ำกว่า 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ลดลงราว 4.5%) ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ลดลง 5.2% ลงไปอยู่ที่ 80.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อที่นักวิเคราะห์และธนาคารกลางทั่วโลกเคยวิตกกังวล
ทางด้านราคาทองคำกลับปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาทองคำสปอต (Spot Gold) พุ่งขึ้นมากกว่า 1% – 2.5% ไปอยู่ที่ระดับประมาณ 4,297 – 4,324 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ ส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1.9% อยู่ที่ 4,318.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนยังคงเข้าซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง และตอบรับกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
รายละเอียดข้อตกลงและเงื่อนไขการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงผ่านทางแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Truth Social โดยระบุว่าได้อนุมัติให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) และยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่านในทันที ขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมายืนยันว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว
ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยประสานงานข้อตกลง เปิดเผยว่าพิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันศุกร์นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานจากสำนักข่าว Mehr ของอิหร่านว่า ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึง:
- การยุติการสู้รบในทุกแนวรบ ทันที (รวมถึงในเลบานอน)
- การระงับมาตรการคว่ำบาตรการคว่ำบาตรการขายน้ำมันของอิหร่าน
- การปล่อยอายัดทรัพย์สินของอิหร่านมูลค่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักวิเคราะห์เตือน “อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน” กว่าระบบขนส่งจะกลับสู่ภาวะปกติ
แม้ว่าข้อตกลงนี้จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดของตลาดพลังงานที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 เดือน ซึ่งก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันทั่วโลกกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่อุตสาหกรรมการเดินเรือและผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การฟื้นตัวของระบบโลจิสติกส์อาจต้องใช้เวลา
คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ และสมาคมประกันภัยความเสี่ยงภัยสงครามทางเรือของนอร์เวย์ เปิดเผยร่วมกันว่า ปัจจุบันมีเรือสินค้าจำนวนหลายพันลำที่ยังคงติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบ ยิ่งไปกว่านั้นหากมีการวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนในการเคลียร์พื้นที่เพื่อความปลอดภัย ก่อนที่การจราจรทางน้ำจะกลับมาเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับทางด้านประธานบริษัทขนส่ง Safesea Group ในสหรัฐฯ ที่ประเมินว่าอาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี กว่าที่สถานการณ์การขนส่งจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 100%
จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สัปดาห์นี้
ปัจจัยสำคัญถัดไปที่นักลงทุนต้องติดตามคือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นการลงมติเรื่องอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกภายใต้ประธานคนใหม่ “เควิน วอร์ช” (Kevin Warsh)
จากข้อมูลของ CME FedWatch Tool ระบุว่า หลังจากการประกาศข้อตกลงสันติภาพครั้งนี้ ตลาดได้ลดคาดการณ์โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมลงเหลือประมาณ 60% – 64% จากเดิมที่เคยสูงถึง 69% – 80% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
–สรุป IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ SpaceX หรือ “SPCX” เข้าเทรด Nasdaq มูลค่าเฉียด 1.8 ล้านล้าน USD







