รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศก้าวสำคัญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ด้วยการเตรียมยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Lethal Weapons) ซึ่งถือเป็นการขยับห่างจากนโยบายสันตินิยม (Pacifist Policy) ที่ยึดถือมาอย่างยาวนานตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า ในปัจจุบันไม่มีประเทศใดสามารถปกป้องสันติภาพและความมั่นคงได้เพียงลำพัง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้น การสนับสนุนยุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศระหว่างประเทศพันธมิตรจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
การปรับเปลี่ยนนโยบายในครั้งนี้ เปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกอาวุธหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรือรบ ขีปนาวุธ และยุทโธปกรณ์อื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในภูมิภาค รวมถึงสนับสนุนประเทศพันธมิตรในภาวะสงคราม เช่น ในตะวันออกกลางและยูเครน
โดยล่าสุดญี่ปุ่นเพิ่งบรรลุข้อตกลงมูลค่ากว่า 7.15 พันล้านดอลลาร์ กับออสเตรเลีย ในการต่อเรือรบจำนวน 3 ลำโดยบริษัท Mitsubishi Heavy Industries
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มผู้คัดค้านที่กังวลว่าอาจเป็นการซ้ำเติมความตึงเครียดของสถานการณ์โลก โดยมีการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลยึดมั่นใน “มาตรา 9” (Article 9) ของรัฐธรรมนูญสันติภาพ ซึ่งระบุถึงการสละสิทธิ์ในการทำสงคราม
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีทากาอิจิ ยืนยันว่าญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของการเป็นประเทศที่รักสันติภาพที่ดำเนินมากว่า 80 ปีไม่เปลี่ยนแปลง แต่ภายใต้ระบบใหม่นี้ ญี่ปุ่นจะดำเนินการถ่ายโอนยุทโธปกรณ์อย่างมียุทธศาสตร์ พร้อมทั้งมีกระบวนการพิจารณาที่เข้มงวดและระมัดระวังสูงสุดก่อนอนุมัติส่งออกในแต่ละกรณี
ที่มา cnbc
–ช่องแคบฮอร์มุซ ระอุ! การค้าโลกชะงักหลังอิหร่านสั่งปิดน่านน้ำซ้ำ ตลาดหุ้นสุ่มเสี่ยง







