เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ อิคาโน่ เซ็นเตอร์ ประกาศแผนขยายโครงการครั้งใหญ่ เดินหน้าพัฒนา “เมกาบางนา เฟส 2” ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่เพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2028 เพื่อรองรับกำลังซื้อและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคย่านบางนา
นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2012 เมกาบางนาได้กลายเป็นศูนย์การค้าที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของเซ็นทรัลพัฒนา โดยปัจจุบันมีพื้นที่ 630,000 ตารางเมตร ครอบคลุมร้านค้าปลีกและร้านอาหารเกือบ 900 แห่ง ด้วยอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% ตลอดกาล มีผู้มาเยือนรวมกว่า 670 ล้านครั้ง และคาดการณ์ตัวเลขผู้ใช้บริการในปี 2025 สูงถึง 60 ล้านคน
การขยายพื้นที่ใน “เฟส 2” จะเพิ่มแบรนด์ใหม่อีก 250 แบรนด์ ทั้งกลุ่มสินค้าลักชูรีที่เข้าถึงได้ (Accessible Luxury) ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม และแบรนด์สปอร์ตชั้นนำ ส่งผลให้โครงการจะมีร้านค้ารวมกว่า 1,100 แห่ง และมีพื้นที่ค้าขายรวมกว่า 800,000 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านคนต่อปี
คอนเซปต์ใหม่ของเมกาบางนาถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังระดับโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ “จุดหมายปลายทางสำหรับชีวิตประจำวันที่ใส่ใจมากขึ้น” (A destination for a more thoughtful everyday) โดยมีไฮไลต์พื้นที่ใหม่ 3 โซนหลัก ได้แก่
- Mega Skyline: สวนบนดาดฟ้าและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 7 ไร่ ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-friendly)
- Active Community Zone: พื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร สำหรับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย
- Mega loft: พื้นที่แฮงก์เอาต์แห่งใหม่ขนาด 2,000 ตารางเมตร สำหรับการรับประทานอาหาร พื้นที่สร้างสรรค์ และโคเวิร์กกิงสเปซ
นอกจากนี้ การขยายเมกาบางนายังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนแม่บท “เมกาซิตี้” โครงการมิกซ์ยูสขนาด 1.3 ล้านตารางเมตร บนพื้นที่ 325 ไร่ ที่ครอบคลุมทั้งศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม ที่อยู่อาศัย ศูนย์สุขภาพ และสถาบันการศึกษา ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2040
การเลือกลงทุนอย่างต่อเนื่องในย่านบางนา เป็นผลมาจากศักยภาพของพื้นที่ที่มีฐานลูกค้ากว่า 4.3 ล้านครัวเรือนในรัศมีที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีรายได้เฉลี่ย 91,000 บาทต่อเดือน และมีการเติบโตของจำนวนครัวเรือนถึง 2.8% ต่อปี
นอกจากการขยายธุรกิจ เมกาบางนายังมุ่งเน้นด้านความยั่งยืน ปัจจุบันมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว 18,000 แผง ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 12,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง เทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าของ 5,000 ครัวเรือนต่อปี โดยตั้งเป้าหมายที่จะประหยัดพลังงานให้ได้ถึง 20 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีในอนาคต







