กระแส “สมองไหล” ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังระอุ เมื่อเหล่านักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิจากบิ๊กเทคอย่าง Meta, Google, OpenAI และ Anthropic พร้อมใจกันตบเท้าลาออกเพื่อสร้างอาณาจักร AI Startups ของตัวเอง โดยได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่พร้อมทุ่มงบไม่อั้นรวมกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026 นี้
ปรากฏการณ์ระดมทุนสายฟ้าแลบ
ปัจจุบันกลุ่มบริษัท AI หน้าใหม่สามารถระดมทุนได้หลักหลายร้อยล้านไปจนถึงพันล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังก่อตั้ง
ตัวอย่างที่น่าจับตามองที่สุดคือ Ineffable Intelligence ของ David Silver อดีตนักวิจัยจาก Google DeepMind ที่เพิ่งประกาศระดมทุนรอบ Seed Round สูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่ Recursive Superintelligence ของ Tim Rocktäschel อีกหนึ่งศิษย์เก่า DeepMind ก็กำลังจ่อระดมทุนในระดับ 1 พันล้านดอลลาร์เช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น AMI Labs ที่ก่อตั้งโดย Yann LeCun อดีตหัวหน้าฝ่าย AI ของ Meta ก็เพิ่งได้รับเงินทุน 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาระบบ AI ที่เรียนรู้จากข้อมูลโลกแห่งความจริง (Real-world data) อย่างต่อเนื่อง
ทำไมบิ๊กเทคถึงรักษา “หัวกะทิ” ไว้ไม่อยู่?
บรรดานักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญมองว่า สาเหตุหลักเกิดจาก “พื้นที่ในการสร้างสรรค์” ที่ลดน้อยลงในองค์กรขนาดใหญ่ โดย Alexander Joël-Carbonell จาก HV Capital วิเคราะห์ว่า:
- ความกดดันทางธุรกิจ: บิ๊กเทคมุ่งเน้นไปที่การทำกำไรเพื่อตอบโจทย์มูลค่าบริษัทที่สูงลิ่ว ทำให้เน้นแต่โปรเจกต์ที่เห็นผลเร็ว
- ข้อจำกัดด้านการวิจัย: นักวิจัยถูกบีบให้ทำงานภายใต้กรอบ LLM (Large Language Model) เดิมๆ จนขาดพื้นที่สำหรับการทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ (Exploratory Research)
หา “ช่องว่าง” ที่ยักษ์ใหญ่เข้าไม่ถึง
Startups เหล่านี้ไม่ได้แค่ลาออกไปทำสิ่งเดิม แต่เป็นการเข้าไปเติมเต็มช่องว่างที่บิ๊กเทคมองข้าม เช่น:
- ความเป็นกลาง: Ricursive Intelligence (ผู้สร้างเครื่องมือออกแบบชิป) เผยว่าลูกค้าเชื่อใจบริษัทที่เป็นกลางมากกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่แข่งโดยตรง
- เทคโนโลยีเฉพาะทาง: เช่น การวิจัยเรื่อง Reinforcement Learning (การเรียนรู้จากประสบการณ์), ระบบออโตโนมัสในห้องแล็บ (Periodic Labs) และ AI สำหรับภาคอุตสาหกรรมและสุขภาพที่ต้องการความแม่นยำสูงกว่า AI บนหน้าจอทั่วไป
จากข้อมูลของ Dealroom ในปี 2026 นี้ มีเงินทุนไหลเข้าสู่ AI Startups ที่ก่อตั้งใหม่สูงถึง 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “สมรรถนะและความคล่องตัว” ของบริษัทขนาดเล็กกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ในยุคถัดไป
ที่มา cnbc
–เดลล์ เผยองค์กรเอเชียแปซิฟิกขยับสู่ Enterprise AI เฟสใหม่ ชู AI PC – เวิร์กสเตชัน เป็นหัวใจสำคัญ







