บริษัทประกันชี้ธุรกิจในตะวันออกกลาง ‘เสียหายจริง’ เสี่ยงชวดเงินเคลม แต่ “ทรัมป์” ยันไม่ใช่สงคราม

บริษัทประกันชี้ธุรกิจในตะวันออกกลาง ‘เสียหายจริง’ เสี่ยงชวดเงินเคลม แต่ "ทรัมป์" ยันไม่ใช่สงคราม

ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจากเหตุโจมตีด้วยขีปนาวุธ โดรน และการปิดล้อมทางทะเลที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน กำลังสร้างความตึงเครียดอย่างหนักให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในแง่ของ “การเคลมประกันภัย” ซึ่งความแตกต่างระหว่างการได้รับเงินชดเชยหรือการถูกปฏิเสธนั้น อาจขึ้นอยู่กับคำนิยามสั้นๆ เพียงคำเดียว นั่นคือคำว่า “สงคราม”

จากการเปิดเผยของ Marsh โบรกเกอร์ประกันภัยระดับโลก พบว่าธุรกิจส่วนใหญ่ที่ดำเนินกิจการในตะวันออกกลางมักซื้อประกันภัยที่คุ้มครองเฉพาะเหตุ “ก่อการร้าย” หรือ “การวินาศกรรม” เท่านั้น แต่กลับไม่ได้ซื้อความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึง “สงคราม” เนื่องจากความชะล่าใจและคุ้นชินกับความสงบสุขของภูมิภาคในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้คาดคิดว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีขีปนาวุธตกใส่พื้นที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน และประเทศอื่นๆ ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัย

โดยทั่วไป กรมธรรม์ประกันทรัพย์สินมาตรฐานของบริษัทขนาดใหญ่เกือบทั้งหมดจะ “ยกเว้น” ความเสียหายจากสงคราม ซึ่งครอบคลุมไปถึงการรุกราน สงครามกลางเมือง การก่อกบฏ และการกระทำโดยรัฐอธิปไตย หากธุรกิจต้องการความคุ้มครองส่วนนี้ จะต้องซื้อประกันภัยความรุนแรงทางการเมือง (Political Violence) แยกต่างหาก

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ข้อมูลจากระบุว่า มีเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซแล้วอย่างน้อย 22 ลำ ส่งผลให้บริษัทประกันภัยทางทะเลต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk) ขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสายการเดินเรือหลายแห่งต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนการใช้คลองสุเอซ ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าน้ำมันมหาศาลและทำให้การขนส่งล่าช้าไปหลายสัปดาห์

ขณะที่บนภาคพื้นดิน เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นใกล้หรือตกใส่ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และโรงงานผลิตสินค้า ก็เริ่มทำให้การเคลมประกันทรัพย์สินและประกันภัยไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น

ทางด้านท่าทีทางการเมือง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “สงคราม” กับความขัดแย้งในอิหร่าน โดยเลือกใช้คำว่า “การสู้รบ” (Hostilities) ในรายงานที่ส่งถึงรัฐสภา เพื่อหวังผลประโยชน์ในแง่ของกฎหมายและการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของภาคประกันภัย คำแถลงทางการเมืองเหล่านี้แทบไม่มีผลใดๆ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ข้อความที่ระบุในกรมธรรม์” และข้อเท็จจริงของความสูญเสียว่าตรงตามนิยามคำว่าสงครามหรือไม่

ความท้าทายนี้ยังลามไปถึง “ประกันภัยไซเบอร์” ซึ่งเป็นพื้นที่สีเทา แม้เกือบทุกกรมธรรม์จะยกเว้นเรื่องสงคราม แต่ก็มักจะมีข้อกำหนดที่ยังคงให้ความคุ้มครองหากเป็นการก่อการร้ายทางไซเบอร์เพื่อหวังผลทางการเงินหรือการเมือง

ซึ่งหากบริษัทประกันต้องการปฏิเสธการจ่ายเงินเคลมเนื่องจากภัยสงคราม จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการโจมตีนั้นสั่งการโดยรัฐบาลอธิปไตย ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ยากมาก เนื่องจากอิหร่านมักใช้กลุ่มตัวแทน (Proxies) ในการโจมตี

ในส่วนของประกันภัยทางทะเล โครงสร้างความคุ้มครองจะมีความชัดเจนกว่า โดยกรมธรรม์ตัวเรือมาตรฐานจะมีข้อกำหนด “ยกเว้นความสูญเสียจากการจับกุมและยึดทรัพย์” (Free of Capture and Seizure) ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศเป็นสงครามอย่างเป็นทางการหรือไม่ บริษัทก็ต้องซื้อความคุ้มครองความเสี่ยงภัยสงครามแยกต่างหาก และถึงกระนั้น ประกันภัยสงครามส่วนใหญ่ก็ยังมีข้อเว้นกำหนดร่วมกัน (Five Powers War Exclusion) ที่จะยุติความคุ้มครองทันทีหากเกิดสงครามระหว่าง 5 ประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และจีน

ปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับนิยามคำว่าสงครามในตะวันออกกลางเกิดขึ้นอย่างล้นหลาม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดว่าการฟ้องร้องจะตามมาในไม่ช้า ในขณะที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งเริ่มระงับหรือจำกัดการออกกรมธรรม์ใหม่ในพื้นที่บางส่วนของตะวันออกกลาง พร้อมทั้งคุมเข้มเงื่อนไขและปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยให้แพงขึ้น บทเรียนสำคัญที่ภาคธุรกิจกำลังได้รับในตอนนี้คือ ในโลกของการประกันภัย “คำนิยาม” ไม่ใช่แค่เรื่องของหลักการ แต่คือเรื่องของความอยู่รอดทางการเงิน

ที่มา cnbc

“ปูติน” เยือนปักกิ่งต่อจาก “ทรัมป์” คาดถกดีลพลังงานครั้งใหญ่

Scroll to Top