เจาะกลยุทธ์ Nutanix ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุน AI ปลดล็อกสถาปัตยกรรม One Platform รุกตลาดคลาวด์ไทย

เจาะกลยุทธ์ Nutanix ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุน AI ปลดล็อกสถาปัตยกรรม One Platform รุกตลาดคลาวด์ไทย

การเร่งนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปรับใช้ในองค์กรยุคปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งปัญหาค่าใช้จ่ายด้าน Token ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบไซโล และข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลข้อมูล นูทานิคซ์ (Nutanix) ผู้นำด้านไฮบริดคลาวด์และแพลตฟอร์ม AI ได้เปิดฉากขยายระบบนิเวศร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง NVIDIA, Supermicro, Netris และ AMD พร้อมนำเสนอแนวทางบริหารจัดการไอทียุคใหม่ภายใต้แนวคิด “One Platform, One Management Experience” เพื่อผลักดันองค์กรสู่การใช้งาน Production AI ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

จอร์แดน ไรส์ รองประธานฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น นูทานิคซ์ เปิดเผยผลการดำเนินงานสำหรับปีงบประมาณ FY26 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทสามารถเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ได้ราว 3,000 ราย ส่งผลให้จำนวนลูกค้ารวมทั่วโลกแตะระดับ 32,000 ราย โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศพันธมิตรที่ครอบคลุมทั้งผู้ให้บริการสตอเรจชั้นนำอย่าง Dell, NetApp, Pure Storage ไปจนถึงพันธมิตรพับลิกคลาวด์อย่าง AWS, Azure, Google Cloud ระบบ Kubernetes ผ่าน Red Hat OpenShift ตลอดจนเทคโนโลยี AI ร่วมกับ NVIDIA, AMD และ Hugging Face

เจาะกลยุทธ์ Nutanix ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุน AI ปลดล็อกสถาปัตยกรรม One Platform รุกตลาดคลาวด์ไทย

นอกจากนี้ ไรส์ ได้ถ่ายทอดกรณีศึกษาจริงของนูทานิคซ์ในการแก้ปัญหาต้นทุน AI โดยระบุว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของนูทานิคซ์ซึ่งมีวิศวกรกว่า 2,500 คน มีอัตราการใช้งาน AI สูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านโทเคน (1 Trillion Tokens) ต่อเดือน และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาของผู้ให้บริการจากรูปแบบต่อผู้ใช้ (Per-user) มาเป็นรูปแบบอิงตามปริมาณโทเคน (Token-based) ส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านวิศวกรรมพุ่งทะยานขึ้นถึง 350%

เพื่อแก้ไขวิกฤตต้นทุนดังกล่าว นูทานิคซ์ได้ตัดสินใจลงทุนกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน GPU ของตนเองด้วยฮาร์ดแวร์จากทั้ง NVIDIA และ AMD รวมกว่า 500 GPUs พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การทำงานด้วยการหันมาพึ่งพาโมเดลแบบ Open-weight บนโครงสร้างพื้นฐานภายในศูนย์ข้อมูลของตนเอง และประยุกต์ใช้ระบบ Agentic Coding เข้ามาช่วยในกระบวนการพัฒนาและทดสอบซอฟต์แวร์

ผลลัพธ์จากการปรับสถาปัตยกรรมครั้งนี้ทำให้นูทานิคซ์สามารถจัดการเวิร์กโหลดการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้บนโมเดล Open-weight ถึง 80% ขณะที่อีก 20% ที่มีความจำเป็นจริง ๆ จะส่งต่อไปยัง Frontier Model ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้มากกว่า 50% และคาดว่าจะสามารถคืนทุนจากการลงทุนได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี โดยนูทานิคซ์ได้นำแนวทางนี้มาพัฒนาเป็นโซลูชันสำหรับลูกค้า ได้แก่ Nutanix Agent Gateway ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางควบคุมปริมาณการใช้โทเคน ติดตามการเข้าถึงโมเดล และตัดงบประมาณส่วนเกินได้ทันที ควบคู่ไปกับ Nutanix Enterprise AI ที่เปิดกว้างรองรับโมเดลที่หลากหลายทั้งจากสหรัฐอเมริกา จีน และผู้พัฒนารายอื่น ๆ โดยสามารถรันได้ทั้งบน On-Premise, Public Cloud และ NeoCloud

สำหรับทิศทางธุรกิจในประเทศไทย นพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ ระบุว่า ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ตลาดไทยมีอัตราการเติบโตของจำนวนลูกค้า 7% และมีเครือข่ายพันธมิตรเติบโตขึ้น 25% โดยลูกค้าระดับองค์กรในกลุ่มบริการทางการเงิน (FSI) ดิจิทัลเลนดิ้งอย่าง AutoX ภาคการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพ รวมถึงกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและสาธารณสุข ต่างให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ระบบไฮบริดมัลติคลาวด์ (Hybrid Multi-Cloud) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายเวิร์กโหลดระหว่าง On-Premise และ Cloud ได้อย่างคล่องตัว

นพดล กล่าวเสริมว่า ความท้าทายใหญ่ขององค์กรในปัจจุบันคือการเกิดไซโลจากการบริหารจัดการ 4 เสาหลักทางเทคโนโลยีที่แยกส่วนกัน ได้แก่ Virtualization, Cloud, Kubernetes และ AI แพลตฟอร์มของนูทานิคซ์จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานรวมศูนย์ที่ให้ประสบการณ์บริหารจัดการหนึ่งเดียว (One Platform, One Experience) ช่วยให้ทีมแพลตฟอร์มและทีมโครงสร้างพื้นฐานทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ และยังช่วยป้องกันปัญหา Shadow AI หรือการรั่วไหลของข้อมูลองค์กรจากการนำ AI ภายนอกมาใช้โดยไม่ผ่านการอนุมัติ

เจาะกลยุทธ์ Nutanix ผ่าทางตันวิกฤตต้นทุน AI ปลดล็อกสถาปัตยกรรม One Platform รุกตลาดคลาวด์ไทย

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของนูทานิคซ์ในตลาดคือ การย้ายระบบ (Migration) จากผู้ให้บริการเดิม เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบการขายซอฟต์แวร์แบบบันเดิลและโครงสร้างไลเซนส์ของคู่แข่งหลักอย่าง VMware ที่เตรียมเปิดตัว VCF 9 ในเดือนตุลาคมปีหน้า โดยในปีที่ผ่านมา นูทานิคซ์ทั่วโลกสามารถช่วยลูกค้าย้ายเวิร์กโหลดและระบบได้มากกว่า 70,000 ลูกค้าในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้านการไมเกรตกว่า 1,500 ราย พร้อมระบบแผนสำรอง (Fallback Plan) ที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่น

ปัจจุบัน นูทานิคซ์ยังคงขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์แบบ OEM ทั้ง Lenovo, Cisco, HPE, Dell Technologies และ Supermicro ซึ่งได้เปิดตัวความร่วมมือในการพัฒนา AI Supercomputer บนสถาปัตยกรรม Blackwell ของ NVIDIA ตลอดจนการรองรับระบบจัดเก็บข้อมูลภายนอก (External Storage) จาก Dell, NetApp และ Pure Storage เพื่อปกป้องเงินลงทุนเดิมของลูกค้า

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (Net Promoter Score: NPS) ที่สูงกว่า 90 คะแนนต่อเนื่องยาวนานถึง 11 ปี รวมถึงการได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำ (Leader) บน Gartner Magic Quadrant ทั้งในกลุ่ม Server Virtualization Platform และ Distributed Hybrid Infrastructure ควบคู่กับการเป็นผู้นำด้าน Object Storage จาก The Forrester Wave ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำหน้าที่เป็น Live Memory ให้แก่ระบบ Agentic AI เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ยุคอัจฉริยะอย่างเต็มตัว

–จีนเปิดโผ 40 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกปี 2026 ปักหมุด AI ถึงพลังงานใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต