คินดริล (Kyndryl NYSE: KD) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับส่วนงานสำคัญระดับองค์กร เปิดเผยผลสำรวจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากรายงาน Modernization Report ระดับโลกฉบับปฐมฤกษ์ โดยชี้ชัดว่าองค์กรในภูมิภาคกำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ความท้าทายครั้งสำคัญ การปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัยในยุคนี้ไม่ใช่เพียงการรวบรวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน แต่ต้องอาศัยการประสานกระบวนการทำงานทางธุรกิจอย่างลึกซึ้ง พร้อมจัดลำดับความสำคัญโดยยึดผลลัพธ์ทางธุรกิจเป็นแกนหลัก ท่ามกลางกระแสการขยายตัวของการลงทุนทั้งในแพลตฟอร์มดั้งเดิมและแพลตฟอร์มสมัยใหม่ไปพร้อมกัน
เมกาวาตี คีย์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียนและเกาหลีของคินดริล ชี้ให้เห็นว่าสำหรับเอเชียแปซิฟิก องค์กรไม่สามารถเลือกลงทุนเฉพาะฝั่ง AI หรือเน้นเพียงการเสริมแกร่งเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเดินหน้าทั้งสองด้านควบคู่กัน ซึ่งสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่กระจายตัวมากขึ้นสร้างความท้าทายต่อการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณ การเลือกระบบที่จะปรับเปลี่ยน รวมถึงการดูแลให้ระบบมีความปลอดภัย แข็งแกร่ง และรองรับอนาคตได้อย่างแท้จริง
รายงานฉบับนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้นำทางธุรกิจและเทคโนโลยี 2,000 รายทั่วโลก ครอบคลุม 12 อุตสาหกรรมใน 5 ทวีป โดยเป็นองค์กรจากเอเชียแปซิฟิกสัดส่วน 30% สะท้อนให้เห็นว่า AI ได้เข้ามาเปลี่ยนทิศทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญ โดยในภูมิภาคนี้ AI นับเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญที่มีน้ำหนักสูสีกับมิติอื่น ผู้ตอบแบบสำรวจ 36% ให้น้ำหนักเท่ากันในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความปลอดภัย การทำงานร่วมกัน ความคล่องตัวทางธุรกิจ การขยายนวัตกรรม ตลอดจนการควบคุมและการกำกับดูแล ขณะที่ 34% มุ่งเน้นไปที่ขีดความสามารถในการใช้งาน AI ขั้นสูง
นอกจากนี้ AI ยังกลายเป็นตัวเร่งหลักที่ทำให้การใช้งานเมนเฟรมและเอดจ์คอมพิวติ้งเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนอันดับสองในการขยายการใช้งาน SaaS และไพรเวทคลาวด์ รวมถึงผลักดันการอัปเกรดเครือข่ายและแอปพลิเคชันขององค์กร โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เมนเฟรมทุกแห่งระบุตรงกันว่ามีแผนติดตั้ง AI บนแพลตฟอร์มดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการปรับปรุงระบบไอทีในเอเชียแปซิฟิกถึง 49% กำลังเผชิญกับภาวะล่าช้ากว่ากำหนดเดิม โดยองค์กรที่ต้องชะลอโครงการระบุถึงอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่พุ่งสูงขึ้น 44% ข้อจำกัดในการนำขีดความสามารถใหม่มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว 43% และความท้าทายด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับใหม่ 38% ส่วนเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง Agentic AI ที่วางแผนและทำงานได้อัตโนมัตินั้น พบว่ามีองค์กรเพียง 10% ที่นำมาช่วยปรับปรุงระบบ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยส่วนใหญ่อยู่ในขั้นเริ่มต้นใช้งานกับภาระงานเชิงเทคนิคระดับสูง เช่น การแปลงโค้ด การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระบบ และการจัดทำคู่มือเอกสาร
ผลการศึกษายังพบความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างองค์กรอีก 3 ประเด็นสำคัญ ประการแรก การปรับระบบไอทีได้ก้าวข้ามงานฝ่ายเทคนิคสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระดับบอร์ดบริหาร ส่งผลให้ CIO เผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งเป้าหมายการนำ AI มาใช้ การป้องกันภัยไซเบอร์ และการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ โดยพบว่ามีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึง 9 กลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจร่วมกัน ประการที่สอง ประเด็นอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และภูมิรัฐศาสตร์เข้ามามีบทบาทต่อการเลือกใช้เทคโนโลยีควบคู่กับประสิทธิภาพและต้นทุน แม้ปัจจุบันมีเพียง 7% ที่นำหลักการนี้มาเป็นแกนหลักตั้งแต่ต้น แต่มีถึง 65% ที่วางแผนเพิ่มการใช้ Sovereign Cloud หรือโซนประมวลผลเฉพาะในปีหน้า และประการสุดท้าย ความซับซ้อนของสถาปัตยกรรมไอทีมีแนวโน้มทวีคูณ ลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่าดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจะนำไปสู่ระบบรูปแบบเดียว องค์กรจึงต้องบูรณาการทั้งกลยุทธ์และการป้องกันภัยไซเบอร์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเป็นระบบ






