เวทีค้าปลีกระดับภูมิภาค World Retail Lab Asia 2026 ณ ฮ่องกง ได้เปิดฉากขึ้นพร้อมการสะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมรีเทลในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้แทนธุรกิจรีเทลไทยอย่าง The 1 Central Group แพลตฟอร์มดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้ของไทย ขึ้นร่วมแสดงวิสัยทัศน์ฉายภาพอนาคตค้าปลีกสู่ปี 2030
กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ President, The 1 Central Group ระบุว่า อุตสาหกรรมรีเทลกำลังก้าวพ้นยุคที่วัดผลสำเร็จจากยอดขายหรือการเร่งขยายสาขาเพียงอย่างเดียว สู่ยุคที่ต้องเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ส่งมอบคุณค่าที่แท้จริง และรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยมี 4 เมกะเทรนด์หลักที่ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
1. Value Over Vanity: คุณค่าที่แท้จริงชนะภาพลักษณ์
พฤติกรรมผู้ซื้อกำลังเปลี่ยนจากการเลือกแบรนด์เพื่อแสดงสถานะทางสังคม ไปสู่การมองหาคุณค่าและประสบการณ์ที่มีความหมาย แม้แต่กลุ่ม Luxury Shopper ที่มีกำลังซื้อสูงก็ไม่ได้มองเพียงป้ายราคา แต่ให้ความสำคัญกับสิทธิพิเศษ (Privileges) รีวอร์ด และประสบการณ์ที่แสดงว่าแบรนด์ใส่ใจ การสร้าง Loyalty ยุคใหม่จึงไม่ใช่สงครามตัดราคา แต่เป็นการสร้างความผูกพันผ่านคุณค่าที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับการยอมรับ
2. Wellness & Outdoor: สุขภาพและกิจกรรมกลางแจ้งกลายเป็นวิถีชีวิตหลัก
กระแสสุขภาพและการใช้ชีวิตกลางแจ้งไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคทั่วเอเชียหันมาดูแลสุขภาพเชิงรุกและยอมลงทุนกับประสบการณ์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ค้าปลีกจึงต้องปรับรูปแบบสินค้า บริการ รวมถึงพื้นที่หน้าร้าน เพื่อผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์แบบ Active ของผู้บริโภค มากกว่าการมุ่งเน้นการขายเพียงอย่างเดียว
3. The Silver Shift: กำลังซื้อระลอกใหม่จาก Silver Spender
การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของเอเชียผลักดันให้กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงกลายเป็นตัวแปรสำคัญของรีเทล อย่างไรก็ตาม การเจาะตลาดกลุ่มนี้ต้องก้าวข้ามการมองสินค้าผู้สูงวัยแบบดั้งเดิม ไปสู่การทำความเข้าใจความต้องการเฉพาะบุคคล ทั้งด้านสุขภาพ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ เพราะผู้บริโภครุ่นใหญ่ในปัจจุบันยังคงกระตือรือร้นและต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
4. AI as a New Utility: จากเทคโนโลยีทางเลือกสู่สาธารณูปโภคพื้นฐาน
ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือชิงความได้เปรียบ ไปเป็น “โครงสร้างพื้นฐานจำเป็น” ที่ทุกธุรกิจต้องมี AI เข้ามามีบทบาทตั้งแต่กระบวนการค้นหาและตัดสินใจซื้อของลูกค้า ไปจนถึงการบริหารหลังบ้านของรีเทล เช่น Real-time Forecasting, Dynamic Pricing, Inventory Optimization และ Automated Personalization โดยหัวใจของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การตั้งโจทย์ธุรกิจให้แม่นยำเพื่อนำ AI มาแก้ปัญหาได้ตรงจุด
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับผู้นำธุรกิจรีเทลระดับโลกที่ร่วมเวทีเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Terry Li จาก Tencent Smart Retail ที่ชี้ว่าความท้าทายคือการปรับองค์กรให้ทันความเร็วของ AI และต้องรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีไปแก้โจทย์ใด
ขณะที่ Scott Price จาก DFI Retail Group และ Christina Zhu จาก Walmart China ยืนยันว่าผู้บริโภคปัจจุบันมองหาความคุ้มค่าควบคู่ไปกับสินค้าสุขภาพและคุณภาพชีวิต
สอดรับกับ Jamie Salter จาก Authentic Brands Group ที่ย้ำเรื่อง Content Drives Commerce และการทำ Localization เพื่อตอบความหลากหลายของตลาดเอเชีย
ทั้งนี้ Jennifer Woo จาก The Lane Crawford Joyce Group ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด รีเทลยังคงเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความเป็นมนุษย์ (Human-driven) เทคโนโลยีมีไว้เพื่อสนับสนุน แต่ไม่สามารถแทนที่ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่จริงใจระหว่างแบรนด์กับลูกค้าได้
สำหรับ The 1 Central Group การร่วมเวทีระดับสากลครั้งนี้เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Redefining Loyalty into Enduring Relationships” ที่มุ่งยกระดับจากการสะสมคะแนน สู่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่านการใช้ Data, Technology และ Customer Intelligence เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรีเทลทั้งในไทยและระดับภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน




