ดีอี-ขนส่งฯ สั่งยกระดับความปลอดภัย Ride-sharing จี้แอปฯ เข้มยืนยันตัวตนคนขับ หลังเกิดเหตุร้ายต่อผู้เยาว์

ดีอี-ขนส่งฯ สั่งยกระดับความปลอดภัย Ride-sharing จี้แอปฯ เข้มยืนยันตัวตนคนขับ หลังเกิดเหตุร้ายต่อผู้เยาว์

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จับมือ กรมการขนส่งทางบก และ ETDA ตั้งโต๊ะแถลงหลังเกิดเหตุคนขับแอปฯ Ride-sharing ประสงค์ร้ายต่อผู้โดยสารเยาวชน พบความหละหลวม “สวมสิทธิ์ไอดี” สั่งยกระดับมาตรการยืนยันตัวตนขั้นสูงสุด หากทำไม่ได้เล็งระงับการให้บริการทันที

พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารเยาวชนหญิงจากการใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มรายหนึ่ง ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนเลือกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันเพราะความเชื่อมั่นในระบบคัดกรองความปลอดภัย รัฐบาลจึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ และเร่งทบทวนมาตรการควบคุมดูแลแพลตฟอร์มให้เข้มข้นกว่าเดิม

ตรวจสอบพบ “คนขับ-รถ” ผิดกฎหมายซ้ำซ้อน

ทางด้านกรมการขนส่งทางบก ระบุว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดี พบประเด็นความผิดร้ายแรงหลายส่วน ดังนี้:

  • ผู้ขับขี่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ: ไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • การสวมสิทธิ์ไอดี: ผู้ก่อเหตุใช้ไอดีการทำงานของบิดามาเข้าระบบเพื่อรับงาน ซึ่งบิดาเองก็ไม่มีใบขับขี่สาธารณะเช่นกัน
  • รถยนต์ไม่จดทะเบียน: รถที่นำมาใช้ไม่ได้จดแจ้งเป็นรถยนต์สาธารณะ (รย.17) ตามกฎหมาย

เบื้องต้น กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งตัวผู้ขับขี่ บิดาผู้ให้ยืมไอดี และเตรียมลงโทษสูงสุดต่อแอปพลิเคชันที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดการสวมสิทธิ์

ETDA จี้ยกระดับยืนยันตัวตน “ทุกครั้ง” ที่รับงาน

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ระบุว่า จำเป็นต้องยกระดับความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายภายใต้ พ.ร.ฎ. กำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยได้สั่งการให้ทุกแพลตฟอร์ม Ride-sharing ดำเนินมาตรการยืนยันตัวตน (Verification) ขั้นสูง

“เรากำหนดให้แพลตฟอร์มต้องพัฒนาวิธีการยืนยันตัวตนที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบตัวตนผู้ขับขี่ในทุกๆ ครั้งที่มีการให้บริการ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์อย่างเด็ดขาด หากแพลตฟอร์มใดไม่สามารถดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนดภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจพิจารณาโทษถึงขั้นระงับการให้บริการ” ดร.ชัยชนะ กล่าว

ตำรวจแจ้งข้อหาหนัก “หน่วงเหนี่ยว-พรากผู้เยาว์”

สำหรับความคืบหน้าทางคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. หนองแขม สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันควันในเช้าวันรุ่งขึ้น พร้อมแจ้งข้อหาหนัก ได้แก่:

  1. หน่วงเหนี่ยวกักขัง: โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท
  2. พรากผู้เยาว์ (อายุไม่เกิน 18 ปี): โทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 10 ปี และปรับสูงสุด 200,000 บาท

ทั้งนี้ ตัวแทนจากแอปพลิเคชัน Bolt ยอมรับข้อบกพร่องและระบุว่าได้แบนผู้ขับขี่รายดังกล่าวถาวรแล้ว พร้อมยืนยันว่าจะนำเทคโนโลยี AI และระบบยืนยันตัวตนใบหน้ามาใช้เพิ่มความปลอดภัย รวมถึงเยียวยาผู้เสียหายอย่างเต็มที่

ETDA – กรมขนส่งฯ ดีเดย์ 31 มี.ค. 69 บังคับใช้กติกา Ride Sharing ใหม่ คัดกรองเข้ม ‘รถ-คนขับ’ ต้องจดทะเบียน

Scroll to Top