“ทรินาโซลาร์” (Trina Solar) ผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก ชี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการปฏิวัติพลังงานสะอาด โดยคาดว่าปี 2569 จะเป็นหมุดหมายสำคัญ พร้อมเผย 5 นวัตกรรมและเทรนด์หลักที่จะเข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของไทย รับกระแส Data Center และนโยบายเปิดเสรีไฟฟ้า
นางสาวเอลวา หวัง ผู้อำนวยการกลุ่มประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และเอเชียกลาง ทรินาโซลาร์ เอเชียแปซิฟิก เปิดเผยบทวิเคราะห์ทิศทางพลังงานว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม กำลังเร่งปรับตัวด้วยนโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุนพลังงานสะอาด โดย Bloomberg NEF คาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในภูมิภาคเพิ่มขึ้นถึง 4.8 กิกะวัตต์ ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้วยเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์ถึง 43 กิกะวัตต์ภายในปี 2580 ตามแผน PDP และเตรียมเปิดใช้นโยบายการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (DPPA) ในเร็วๆ นี้


ทั้งนี้ ทรินาโซลาร์ ได้ระบุถึง 5 นวัตกรรมและเทรนด์สำคัญที่จะเป็นกุญแจพลิกโฉมพลังงานไทยในปี 2569 ดังนี้:
- การเติบโตของแบตเตอรี่ LFP (ลิเธียมไอออนฟอสเฟต): ตลาดระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ทั่วโลกกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเทคโนโลยี LFP จะเข้ามามีบทบาทหลักเนื่องจากความปลอดภัยสูงและต้นทุนที่ลดลงจากการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
- การผนึกพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบกักเก็บ (Renewables + Storage): การแก้จุดอ่อนเรื่องความไม่เสถียรของพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยการบูรณาการระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ทั่วโลกกำลังผลักดัน
- การใช้ที่ดินเชิงสร้างสรรค์ (Creative Land Use): โมเดลการผลิตไฟฟ้าจะไม่จำกัดแค่บนหลังคาหรือพื้นดิน แต่จะขยายสู่การใช้พื้นที่แบบผสมผสาน เช่น โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำร่วมกับการประมง (Agrivoltaics) หรือหลังคาที่จอดรถที่ชาร์จไฟกลับสู่กริดได้ (V2G)
- แผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูงระดับ 31%: เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบ “แทนเดมเพอรอฟสไกต์/ซิลิคอน” และเทคโนโลยี TOPCon Ultra จะเข้ามาแทนที่ด้วยประสิทธิภาพการผลิตไฟที่สูงขึ้น โดยทรินาโซลาร์ได้สร้างสถิติโมดูลที่มีกำลังไฟสูงถึง 841 วัตต์ พร้อมความทนทานต่อสภาพอากาศรุนแรง
- Data Center ที่ยั่งยืน (Green Data Center): การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าใน Data Center พุ่งสูงขึ้น นวัตกรรมโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงานจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมนี้ เพื่อตอบโจทย์ ESG และลดต้นทุนดำเนินงาน
นางสาวเอลวา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านนโยบาย Quick Big Win ของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการนำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้ จะช่วยปลดล็อกศักยภาพให้ไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง”



