ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study ประจำครึ่งแรกของปี 2026 เผยข้อมูลสำคัญว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย กำลังปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยสถิติที่น่าจับตามองที่สุดคือ เอสเอ็มอีไทยมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด
จากการรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจรวม 265 รายในไทย พบว่าเอสเอ็มอีไทยสูงถึงร้อยละ 70 ได้นำ AI เข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการทำงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มธุรกิจที่ใช้ AI รายงานว่าสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ถึงร้อยละ 58 และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อีกร้อยละ 44 นอกจากนี้ กว่าร้อยละ 80 ของผู้ประกอบการยังมีโซลูชันดิจิทัลอื่น ๆ ใช้งานอยู่ภายในองค์กร เพื่อช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
แม้ว่าความกังวลอันดับหนึ่งจะยังคงเป็นเรื่องแรงกดดันด้านต้นทุน รองลงมาคือความไม่แน่นอนของตลาดอาเซียนและเกรทเทอร์ไชน่า รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง แต่ธุรกิจไทยเลือกที่จะไม่ตัดลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น แต่หันไปโฟกัสการสร้างความแข็งแกร่งในอนาคต โดยจัดอันดับความสำคัญให้อิทธิพลของ ESG (ร้อยละ 37) การขยายฐานลูกค้าใหม่ (ร้อยละ 33) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (ร้อยละ 27) อยู่เหนือกว่านโยบายการลดต้นทุนแบบเดิม ๆ
นอกจากแกนเทคโนโลยีแล้ว ภาคธุรกิจไทยยังรุกคืบปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ครั้งใหญ่ โดยร้อยละ 78 วางแผนกระจายฐานซัพพลายเออร์ และร้อยละ 53 เตรียมขยายฐานการผลิตภายในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงอีกประมาณหนึ่งในสามที่เริ่มใช้กลยุทธ์ “China Plus One” เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตในจีนเพียงอย่างเดียว ทว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ยังคงต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและต้นทุนวัตถุดิบ
ในมิติของการเติบโต ผู้ประกอบการไทยกว่าร้อยละ 80 ตั้งเป้าหมายขยายธุรกิจไปต่างประเทศภายใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยหมุดหมายหลักคือ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งมุมมองการขยายตลาดในยุคนี้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นเพียงการสร้างรายได้ แต่ปัจจุบันถูกใช้เป็นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงเพื่อสร้างฐานการผลิตทางเลือกไปพร้อมกัน
สำหรับประเด็นด้านความยั่งยืน ผลสำรวจชี้ว่าเอสเอ็มอีไทยร้อยละ 94 หันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อแก้โจทย์ต้นทุน เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การเปลี่ยนมาใช้หลอด LED และการใช้ระบบดิจิทัลบริหารพลังงาน ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า การขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจยุคนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่ต้องเป็นแนวทางที่สร้างผลตอบแทนและลดค่าใช้จ่ายที่วัดผลได้จริงเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน







