สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อม “ฮอร์มุซ” เบ็ดเสร็จ ตัดเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจอิหร่าน จับตาวิกฤตพลังงานลาม “จีน-อินเดีย”

สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อม "ฮอร์มุซ" เบ็ดเสร็จ ตัดเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจอิหร่าน จับตาวิกฤตพลังงานลาม "จีน-อินเดีย"

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านมีผลบังคับใช้ “เต็มรูปแบบ” สามารถสกัดกั้นการค้าเข้า-ออกได้ 100% ภายในเวลาไม่ถึง 2 วันตามคำสั่ง “ทรัมป์” ขณะที่ตลาดโลกเริ่มระส่ำหลัง IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ด้านยักษ์ใหญ่เอเชียอย่าง “จีน-อินเดีย” เผชิญแรงกดดันหนักจากภาวะขาดแคลนพลังงาน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงยืนยันสถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลางว่า มาตรการปิดล้อมท่าเรือสำคัญของอิหร่านได้ถูกยกระดับจนสามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้การค้าทางทะเลระหว่างประเทศของอิหร่านซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 90% ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง

ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ 36 ชั่วโมงภายใต้คำสั่ง “ทรัมป์”

ข้อมูลจาก ผู้บัญชาการ Centcom ระบุว่า ภายหลังได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กองทัพสหรัฐฯ ใช้เวลาไม่ถึง 36 ชั่วโมงในการสถาปนาอำนาจเหนือเขตน่านน้ำในตะวันออกกลาง โดยใช้กำลังพลกว่า 10,000 นาย พร้อมด้วยเรือรบและฝูงบินขับไล่ ปูพรมตรวจตราในอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ

ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของการบังคับใช้มาตรการ พบว่าไม่มีเรือพาณิชย์ลำใดสามารถผ่านด่านตรวจค้นของสหรัฐฯ ไปได้ โดยมีเรืออย่างน้อย 6 ลำถูกสั่งให้หันหัวกลับไปยังท่าเรือในอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Windward บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางทะเล ระบุว่ายังมีเรือบางลำที่ยอมเสี่ยงตายเดินเรือผ่านน่านน้ำดังกล่าว รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน “Rich Starry” ของจีนที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการลักลอบขนส่งน้ำมันท่ามกลางการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ความเสียหายระดับมหาศาล: เศรษฐกิจอิหร่านและราคาพลังงานโลก

การปิดล้อม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลกต้องไหลผ่าน กำลังสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับอิหร่าน

  • ความเสียหายรายวัน: ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอิหร่านต้องสูญเสียรายได้และเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 435 ล้านดอลลาร์ต่อวัน
  • ทางเลือกที่ตีบตัน: การค้าทางทะเลของอิหร่านมูลค่ากว่า 1.09 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาส้นทางนี้ และอิหร่านแทบไม่มีเส้นทางสำรองอื่นที่ทรงประสิทธิภาพเทียบเท่า
  • คำเตือนจาก IMF: กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% โดยเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ “สถานการณ์เลวร้าย” ที่อาจเห็นราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

จีนและอินเดีย: สองมหาอำนาจในจุดที่ยากลำบาก

นโยบาย “Maximum Pressure” ของวอชิงตันกำลังลามไปถึงความสัมพันธ์กับพันธมิตรและคู่ค้าในเอเชีย

  • จีน: รัฐบาลปักกิ่งแสดงท่าทีแข็งกร้าวโดยระบุว่าการกระทำของสหรัฐฯ “เป็นอันตรายและขาดความรับผิดชอบ” เนื่องจากน้ำมันส่งออกของอิหร่านเกือบ 98% มีปลายทางอยู่ที่จีน ขณะที่ทรัมป์ขู่จะใช้มาตรการภาษี 50% หากปักกิ่งให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธแก่อิหร่าน
  • อินเดีย: ตกอยู่ในภาวะเปราะบางยิ่งกว่า เนื่องจากสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์มีใช้ได้ไม่ถึง 60 วัน และที่วิกฤตที่สุดคือก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งอินเดียนำเข้าจากตะวันออกกลางเกือบทั้งหมดและมีสต็อกเหลือใช้เพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น หากการนำเข้าหยุดชะงักอาจส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนทั่วประเทศ

สัญญาณทางการทูตท่ามกลางวงล้อม

แม้กองทัพจะแสดงความแข็งแกร่งในทะเล แต่ทำเนียบขาวเริ่มส่งสัญญาณถึง “ทางออกทางการทูต” (Diplomatic off-ramp) เพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้ง มีรายงานว่ากำลังมีการเจรจาหลังบ้านกับรัฐบาลเตหะรานเพื่อหาข้อตกลงใหม่ ซึ่งสัญญาณนี้ช่วยให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าปรับตัวลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงความหวังของนักลงทุนที่ต้องการให้วิกฤตนี้คลี่คลายบนโต๊ะเจรจามากกว่าในสนามรบ

ที่มา 1, 2

ทรัมป์ สั่งปิดล้อมอ่าวเปอร์เซีย! ยื่นคำขาดอิหร่านต้อง ‘ไร้นิวเคลียร์’ แลกสันติภาพ ขณะราคาน้ำมันโลกเริ่มผันผวน

Scroll to Top