กำแพงภาษีสหรัฐฯ: ทางรอดของไทยที่ต้องยอม “เจ็บแต่จบ”

กำแพงภาษีสหรัฐฯ: ทางรอดของไทยที่ต้องยอม "เจ็บแต่จบ"

เรื่องฮอตในรอบเดือนนี้คงหนีไม่พ้นการหาทางดิ้นรนของไทย ต่อการตั้งกำแพงภาษีของอเมริกา แทบจะทุกหน่วยงานทางภาคธุรกิจต่างตั้งธงวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ออกมา ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังการเจรจาสิ้นสุดลง

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ก็นำผลสำรวจภาคธุรกิจ ออกมาแชร์กับสาธารณะบ้างเหมือนกัน โดยมีสถิติแถลงสัตยา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ ออกตัวมาแถลง จบสิ้นการเก็บข้อมูลก็เดือนเมษายนที่ผ่านมา ถือว่าประเด็นภาษีสหรัฐกำลังร้อนระอุ เหล่าบรรดาภาคธุรกิจไทยต่างคาดการณ์ภาพที่ตัวเองต้องประสบกันแล้ว ดังนั้นข้อมูลค่อนข้างใหม่ เพราะเมื่อถึงต้นเดือนกรกฎาคม การเจรจายังไม่สะเด็ดน้ำ

ยูโอบีมองว่า การที่เวียดนามเจรจาเป็นผลสำเร็จ และปรับลดกำแพงภาษีมาเหลือที่ 20% เป็นผลที่ไทยไม่อยากได้ยินที่สุด ก็เพราะว่าแต่ละประเทศที่ส่งสินค้าไปอเมริกานั้น ก็ส่งสินค้าแตกต่างกันออกไป แม้สินค้าไทยจะส่งไปอเมริกาหลากหลาย แต่ที่เป็นตัวท็อปก็คือ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเหลียวหลังดูแล้ว ประเทศที่ถือว่าเป็นคู่แข่งตัวจริงของไทย คือ จีน และเวียดนาม ดังนั้นงานนี้งานเข้าไทยเต็มๆ

ความจริงที่ผ่านมาที่เราได้ดุลการค้าสหรัฐ ก็เพราะมีการลดหย่อนภาษีแบบช่วยเหลือจากอเมริกามาโดยตลอด ขณะที่ก็เก็บภาษีนำเข้าแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งไม่ต้องเอาข้ออ้างกฎการค้าเสรีมาอ้างคงไม่ได้ ทันทีที่อเมริกาเจรจากับเวียดนามสำเร็จ นั่นหมายถึงเราอาจต้องถอยออกจากตลาดสหรัฐปล่อยให้เวียดนามแซงเข้าป้ายอย่างแน่นอน ไม่ต้องนับจีน ที่มีอำนาจการต่อรองมากกว่าไทยมาก

โจทย์ยากอย่างนี้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวกันอย่างไรในเรื่องส่งออก ในความคิดของนักธุรกิจเหล่านี้มองว่า โลกการค้าเสรี ที่บูมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มันจบสิ้นไปแล้ว เอะอะอะไรก็จะส่งสินค้าไปอเมริกาหรือยุโรปมันหมดยุคแล้ว และบริษัทไทยเหล่านี้ก็มองเห็นเรื่องนี้มาสักพักแล้วด้วย พวกเขากลับเชื่อแนวคิดว่า การค้าระดับภูมิภาคคือทางออก นั่นคือตลาดส่งออกของไทยต่อไป ควรจะอยู่ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ที่สำคัญกลับไม่คาดหวังต่อตลาดจีนเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจก็ยังมองอย่างมีหวังลึกๆ ว่า การเจรจาครั้งนี้ลดภาษีลงมาจาก 36% บ้างก็ยังดี ส่วนตัวเลขเป้าหมายก็คือ ขอให้ตัวเลขเท่ากับเวียดนาม นี่คือตัวเลขในฝัน แต่ต้องไม่ลืมว่า เวียดนามเอาภาษีนำเข้า 0% ในสินค้าหลายตัวไปแลกมา และเวียดนามก็อยู่ในสภาวะกดดันเนื่องจากรายใหญ่ที่ได้ผลกระทบมาจากกลุ่มนักลงทุนประเภทแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกที่ไปสร้างฐานในเวียดนาม ซึ่งถ้าเจรจาไม่สำเร็จ อาจต้องย้ายฐานกันเลย

คำถามคือ หากไทยไปเจรจาจะปล่อยให้สินค้าตัวใดลดภาษีลงมา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าตัวใดก็ตาม ก็จะมีคนเจ็บตัวออกมาเรียกร้องแน่นอน ถั่วเหลือง ข้าวโพด เนื้อหมู เกษตรแปรรูป ฯลฯ ตอนนี้ต่างหนาวๆ ร้อนๆ ซึ่งถ้าเจรจาไม่ดีอาจทำให้อุตสาหกรรมนั้นๆ ล่มสลายกันไปได้เลย ตาชั่งเรื่องต้นทุนกับผลประโยชน์ต้องเป๊ะ ซึ่งสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันมันไม่เอื้อจริงๆ

ยูโอบีมองว่า ตัวเลข GDP ของไทยอยู่ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของ GDP โลกมาตลอดหลายปี ซึ่งไม่ควรจะเป็น ปัญหาคือเรามองทางรอดและเลือกเอกลักษณ์ในธุรกิจของประเทศไม่ได้สักที เราไม่เด่นชัดอะไรสักอย่าง มีสองทางเลือกที่อยากให้พิจารณาคือ 1. การเป็นธุรกิจที่ชูสิ่งแวดล้อม การเป็น Sustainability แม้โครงสร้างพื้นฐานส่วนนี้เรายังต้องเติมอยู่มาก และการต้องเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้นกว่าเดิม จนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคยังไม่พร้อมจ่ายราคาพรีเมียมต่อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญอเมริกาก็ไม่ยอมรับ แต่ภาคธุรกิจไทยกว่า 30% อยู่ระหว่างการพิจารณา

สองไทยนั้นเหมาะกับธุรกิจสุขภาพและเวลเนสอย่างมาก ยูโอบีจัดให้ธุรกิจกลุ่มนี้เป็นขุมพลังการเติบโตใหม่ เนื่องจากปกติประเทศที่เริ่มพัฒนาจะเน้นเข้าสู่ธุรกิจบริการมากขึ้น และไทยมีเอกลักษณ์ ต้นทุน ที่แข่งขันในระดับโลกได้ เช่น การเอาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาดัดแปลงเป็นศูนย์บริการดูแลคนสูงอายุจากทั่วโลก ซึ่งตลาดมีความต้องการสูง และไทยก็มีบุคลากรและความรู้ทางด้านนี้จำนวนมาก หรือว่าจะเป็นธุรกิจการปลูกผม ซึ่งค่าบริการของไทยสู้ต่างประเทศได้

บทสรุปการค้าโลกต่อไปอีก 20 ปีนี้ก็คือ อย่าหวังว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกจะคลี่คลาย เพราะมันจะยังคงอยู่ และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น จะเกิดสงครามทั้งทางการค้าและสงครามจริงๆ ขึ้นอีก ถือเป็นความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจจะต้องเจอ และไม่ว่าไทยจะเอนเอียงไปข้างใด ก็จะถูกอีกข้างนำมาเป็นเหตุผลในการต่อรอง เรียกร้องหาผลประโยชน์ ความพยายามเป็นกลางจะไม่มีผลดีต่อไป จุดยืนทางการเมืองโลกต่อไปนี้ต้องชัดเจน และต้องพร้อมจะทั้งรับทั้งเสีย

 #กำแพงภาษีสหรัฐ #ภาษีสหรัฐ #ไทย #การค้าไทย-สหรัฐ #ผลกระทบGSP #คู่แข่งการค้าเวียดนาม #ตลาดส่งออกไทย #ธุรกิจเวลเนส #UOB วิเคราะห์เศรษฐกิจ

การเดิมพันครั้งใหม่ของ MK: เมื่อ “ราชาสุกี้” ท้าชนตลาดบุฟเฟต์ด้วย “BONUS SUKI”

Tokyo-Thailand Business Partnership Seminar 2025: เปิดประตู SME ไทยสู่ตลาดโตเกียวที่เติบโตไม่หยุดยั้ง

Scroll to Top