กรุงเทพมหานครเตรียมรับความสดชื่น! โครงการ Dusit Central Park เผยความคืบหน้าของ “Roof Park” สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยพื้นที่สีเขียวกว่า 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองและส่งเสริมระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
สวนลอยฟ้าแห่งใหม่: ปอดใจกลางเมืองที่เชื่อมต่อธรรมชาติ
Roof Park ของโครงการ Dusit Central Park ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ไล่ระดับความสูงตั้งแต่ชั้น 4 ต่อเนื่องไปจนถึงชั้น 7 โดดเด่นด้วยทัศนียภาพร่มรื่นเขียวขจีของพรรณไม้นานาชนิด และที่สำคัญคือการเชื่อมต่อวิวทิวทัศน์ของสวนลุมพินีแบบ Extending Park View ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะขนาดใหญ่
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่โดยไม่เพียงคำนึงถึงธุรกิจ แต่ยังมุ่งมั่นที่จะมอบความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับสังคม ด้วยการสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวกว่า 7 ไร่ เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้เข้ามาใช้เวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
มิติแห่งความยั่งยืน: สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
การพัฒนา Roof Park ไม่เพียงแต่สร้างความสวยงามให้กับโครงการ แต่ยังส่งผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน:
- มิติทางเศรษฐกิจ: เป็นจุดดึงดูดผู้คน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงแขกของโรงแรม ลูกบ้าน ผู้ที่มาจับจ่ายใช้สอยในโครงการ และพนักงานในออฟฟิศ ให้เข้ามาพักผ่อนและสัมผัสบรรยากาศที่สงบและเป็นธรรมชาติ
- มิติทางสังคม: สร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวเพื่อตอบแทนชุมชน ทุกคนสามารถเข้ามาใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และยังส่งเสริมให้ผู้คนเห็นคุณค่าของธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
- มิติทางระบบนิเวศเมือง: ปลูกพันธุ์ไม้ที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เมือง ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และดักจับฝุ่น PM10 และ PM2.5 นอกจากนี้ น้ำตกที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ยังช่วยลดอุณหภูมิและเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ ทำให้บริเวณโดยรอบเย็นสบายและสดชื่น อีกทั้งยังเป็นที่อยู่แห่งใหม่ของแมลงและสัตว์เล็กๆ ซึ่งเป็นการเติมเต็มระบบนิเวศให้สมบูรณ์
การออกแบบที่คำนึงถึงทุกคน: Universal Design และการสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน
ธัชพล สุนทราจารย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Landscape Collaboration จำกัด ผู้ออกแบบ กล่าวถึงความท้าทายในการออกแบบพื้นที่ Terrace ของชั้น 4-7 ให้เชื่อมต่อกันในลักษณะเนินสูงต่ำ หรือ Hill Zone เสมือนภูเขาที่ต่อเนื่องกับสวนลุมพินีอย่างไร้รอยต่อ
การออกแบบยึดหลักแนวคิด อารยสถาปัตย์ (Universal Design) และผสานแนวคิดที่หลากหลาย ได้แก่:
- Inclusive Design for All: ออกแบบให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของผู้คนทุกเพศทุกวัย รวมถึงพื้นที่สำหรับกิจกรรม Active และ Passive ตลอดจนพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง
- Heritage & Legacy: สานต่อมรดกอันงดงามของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ผ่านการสร้างอัตลักษณ์ เช่น น้ำตก การเลี้ยงปลา การปลูกต้นลีลาวดี และการใช้รูปทรง “หกเหลี่ยม” ในการออกแบบ
- Urban Sanctuary & Ecosystem: สร้างระบบนิเวศเมืองที่มีความเฉพาะตัว โดยเลือกปลูกต้นไม้ประจำถิ่นและต้นไม้ไทยหายาก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับสวนลุมพินี
นอกจากนี้ การออกแบบยังคำนึงถึงมาตรฐานการรับรอง LEED ซึ่งเป็นมาตรฐานของอาคารสีเขียว โดยเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่ทดแทนได้ เช่น ทางเดินลาดด้วยไม้ หิน และวัสดุทดแทนอย่างกรวดและทรายขัดล้างแทนซีเมนต์เบส เพื่อความสวยงามตามธรรมชาติและสัมผัสที่อบอุ่น
โครงสร้างของสวนลอยฟ้าได้รับการออกแบบอย่างซับซ้อนโดยร่วมมือกับ Structure Engineer เพื่อรองรับแพลตฟอร์มของอาคารทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ โรงแรม ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า และสำนักงาน โดยมีการขึ้นโครงสร้างและคานของสวนในทุกขั้นตอนในเชิงสามมิติ ทำให้โครงสร้างแข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักของต้นไม้ขนาดใหญ่ น้ำตก และพื้นที่กิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมั่นคง และป้องกันการรั่วซึม
ศุภจี กล่าวสรุปว่า “เรามุ่งหวังให้พื้นที่สีเขียวแห่งนี้ ไม่เพียงแต่มอบความสวยงามให้โครงการเท่านั้น แต่ยังเป็นสวนลอยฟ้าที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ในตัวเอง ซึ่งจะช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิตของคนในเมืองให้ได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น และเราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ ในการสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพและยั่งยืนสำหรับชุมชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป”







